บทที่ 9 - เมื่อสายันห์
เราออกจากสนามกอล์ฟเป็นเวลาบ่ายแก่จัดแล้ว ผมไม่ได้ถามปานฯ หรือขอความเห็นจากเธอว่าเราจะไปรับประทานอาหารเย็นที่ไหนดี และขับรถตรงไปที่ร้านอาหารที่มีอยู่
ในใจ เป็นร้านอาหารที่ปลูกเป็นเรือนแพตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี ผู้คนมีอยู่เพียงน้อยนิด เราเลือกที่นั่งริมแพสามารถมองเห็นสายน้ำที่เคลื่อนที่ไปไม่รู้จักหยุดหย่อน มัน
พาเอาผักตบชะวาชูช่อสีม่วงดูดาดดื่นท่องไปตามลำน้ำใหญ่ไปไหนต่อไหนไม่มีใครอยากรู้ เรือพายลำเล็กที่ฟากตรงข้ามแม่น้ำเป็นภาพชีวิตตามธรรมชาติของผู้คนที่อาศัย
ลำน้ำเป็นหลัก ทิวไม้สีเขียวเข้มบ้างจางบ้างยาวตลอดเป็นแนวคดโค้งไปตามแม่น้ำนั้น บางตอนมีต้นตาลชูยอดสูงไหวเอนไปมา ต้นมะพร้าวที่เตี้ยต่ำลงมามีให้เห็นอยู่ดาษดื่น
เหนือขึ้นไปเป็นขอบฟ้าสีเทามีเมฆทึบกระจายตัวไปทั่ว มันกั้นแสงพระสุริยนต์ให้อ่อนช้อยลงดูเบาตา นกตัวใหญ่น้อยโผบินเป็นหมู่ๆ มันกำลังบินกลับรังของมันคือบ้านอัน
อบอุ่น สายลมเย็นโชยมาไม่ขาดระยะปะทะกับใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ฟากตรงข้าม เส้นผมบางเบาราวไหมที่บัดนี้ปล่อยให้สยายลงคลุมแผ่นหลังปลิวว่อนไปตามแรง –
เธอคือหงส์ฟ้าในใจของผม
“คุณรู้จักที่นี่ได้ยังไงคะ” เสียงใสๆ ดังถามขึ้น
“ส่วนใหญ่ใครๆ ก็รู้จัก มีแต่ปานฯ แหละที่ไม่รู้จัก” เมื่อตอบไปแล้วถึงรู้ตัวว่าไม่น่าพูดเลย ใจนั้นเกรงว่าจะไม่เข้าท่าเข้าทางเกิดผิดหูขึ้นมาไม่รู้ว่าพายุลูกไหนจะโหมเข้ามาบ้าง
แต่ผิดคาด เสียงหัวเราะคิก ตามด้วยถลึงตามองผมอย่างอารมณ์ดี
“คุณกำลังจะบอกว่าปานฯ เซ่อเซอะ มัวแต่หลงกรุงอยู่ใช่ไหม?”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น อย่าร้อนตัวไปก่อนสิ” ว่าจะไม่ แต่ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะสบตาด้วยและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับจะอ่านใจของเธอให้ทะลุ เธอมองตอบแต่ต้อง
เบนสายตาหลบมองลงต่ำ ท่าทีบอกความเอียงอายเหมือนจะกลัวว่าดวงตาคู่นั้นจะเผยความในใจออกมาหมด
เธอพูดเสียงเขียวคล้ายแสร้งกลบเกลื่อนขึ้นว่า
“ที่คุณพูดน่ะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นได้มากนักเหรอ?”
“ถ้าปานฯ จะแปลความหมายอย่างที่บอกมาก็ได้ แต่ผมหมายความว่ายังมีส่วนน้อยที่ไม่รู้จักซึ่งก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน ผมก็เคยไม่รู้จักมาก่อน”
ไม่ทันได้ระวังตัว มือเรียวๆ ของเธอที่ท้าวคางอยู่ก็ฟาดเผียะลงมาที่หลังมือของผมที่วางราบอยู่บนโต๊ะ มือไม่เจ็บหรอกแต่ตกใจมากกว่า ไม่นึกว่าเธอจะจู่โจมรวดเร็วขนาดนั้น
ผมชักมือกลับด้วยความแปลกใจ ปานฯ พูดเสียงแกมหัวเราะว่า
“เลี้ยวลดคดเคี้ยวนักเหมือนแม่น้ำ”
ว่าจะไม่ แต่ปากไวกว่าความคิด ผมบอกว่า
“ปากไม่เท่าไหร่ แต่ใจสำคัญกว่า”
เราสั่งอาหารสองสามอย่าง อาหารมีรสชาติมากขึ้นด้วยบรรยากาศอันแสนสุนทรีย์ คำสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เราเริ่มเรียนรู้เรื่องส่วนตัวของกันและกันมากขึ้น มันเหมือนการ
เจาะกำแพงให้เป็นช่อง จากรูเล็กๆ ช่องนั้นค่อยขยายกว้างขึ้นทุกที มีเสียงหัวเราะระหว่างเราเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจอันเบิกบานนั้นเป็นเช่นไร ดุจเช่นละอองน้ำฝนหลังพายุหนัก
ยามเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะถักทอเป็นสายรุ้งงามที่ปลายฟ้า
“สวยมากนะคะ” สายตาของเธอเหม่อมองไปเบื้องหน้า
“ครับ สวยมาก”
“ท้องฟ้าและสายน้ำยามอาทิตย์อัศดงช่างงดงามเหลือเกิน”
“ครับ งดงามมาก”
“ไม่เห็นว่าคุณจะมองสักหน่อย รู้ไงว่าสวย”
“ก็ผมมองอยู่นี่ไง”
“บ้า นั่นมันหน้าชั้น”
“ก็ใบหน้าคุณน่ะสิ”
แสงสีทองส่องเป็นสายทะลุเมฆลงมาได้บ้างทำให้พื้นที่ทั้งบริเวณสะท้อนประกายดั่งทอง ฉากหลังจึงขับออกมาเป็นสีม่วงบ้าง แดงบ้างกลมกลืนกันไปราวภาพในนิมิตที่ไม่
อาจมีจิตกรใดในโลกจะแต่งแต้มสีสันงดงามได้เหมือน เฉกเช่นใบหน้านวลราวเทพธิดาตรงหน้าผมนี้
“คุณบอกว่าลูกชิพนี่มีหลายแบบแล้วแต่สถานการณ์ที่เราจะเลือกเล่น มันเป็นยังไงหรือคะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยมาเรื่องกอล์ฟ ผมแทบจะปรับอารมณ์ตามไม่ทันทั้งที่ใจนั้น
ตอนนี้ไม่อยากคุยเรื่องกอล์ฟเลย
“ง่ายๆ มีว่า ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่ง เราจะวางลูกให้ค่อนไปทางซ้าย ลูกแบบนี้ใช้ในสถานการณ์ที่ลูกอยู่หลังบังเกอร์ทรายและธงปักชิดอยู่ด้านนั้น ลูกจะตกและวิ่งไปไม่
มากนัก แต่หากเราต้องการให้ลูกพุ่งและวิ่งไป เราจะวางลูกมาทางขวาเล็กน้อย หน้าเหล็กอันเดิมก็จะตั้งมากขึ้นเองซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางหน้าอยู่”
“แค่นั้นหรือคะ ไม่เห็นจะวุ่นวายเลย”
“ถึงเวลาก็รู้เองแหละ มีอีกนิด เวลาเราต้องการให้ลูกโด่ง การขึ้นไม้ต้องหักข้อมือพับขึ้น เหล็กจะขึ้นในมุมชันเมื่อลงไม้เหล็กจะลงในมุมชันด้วย ที่ผมเห็นว่าอาจจะมีข้อผิด
พลาดกับนักกอล์ฟบ้างก็คือการใช้มือเข้าช่วยคล้ายๆ อยากจะช่วยตักลูกให้ลอยโด่งขึ้นเพราะแทนที่จะตักกลับกลายเป็นมือจะฉุดไม้ขึ้นมาทำให้ตีที่หัวลูกแทน เราต้องปล่อย
ให้หน้าไม้ทำงานของมันเองตามองศาของมัน”
“เท่าที่ฟังมาเหมือนกับจะไม่ให้มือไม่มีบทบาทอะไรเลยงั้นแหละ ทั้งที่มือเราจับไม้อยู่”
“ไม่ใช่ว่ามือจะไม่มีบทบาท มือมีบทบาทตอนที่ทำตามไม่ใช่นำหรือทำงานในจังหวะที่ควรทำ เช่นเร่งความเร็วเข้าหาลูกในจังหวะที่เหมาะสม หรือส่งไม้ไปยังทิศทางที่กำหนด
ไว้ ปานฯ เล่นๆ ไปก็จะเข้าใจมากขึ้นเอง”
ผมไม่พยายามที่จะขับรถช้าจนเกินไป อยากให้ถนนสายนี้ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือสิ่งที่ใจปรารถนา แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ยิ่งใกล้จุดหมายเข้าไปเพียงใดใจยิ่งอาลัยมาก
ขึ้นเพียงนั้นและลุ้นระทึกต่อไปว่าผมจะได้รับเชิญเยี่ยงค่ำวันนั้นอีกหรือไม่หนอ ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกจอดรถที่ไหนดี แต่คิดเอาเข้าข้างตัวเองว่าตรงหน้าประตูทางเข้า
อาคารที่เธอเคยบอกผมเองว่าตรงนั้นห้ามจอด ผมขับเลยไปจอดที่ริมกำแพงรั้วใกล้ที่จอดเดิมแต่ถัดเข้าไปอีกเล็กน้อย ผมดับไฟหน้ารถแต่ไม่ดับเครื่องยนต์
ปานฯ นั่งนิ่ง สายตามองไปเบื้องหน้าที่เป็นกำแพงและต้นปาล์มราวกับมีอะไรน่าดูเสียเต็มประดา มือทั้งสองวางประสานอยู่บนตัก ผมหันไปมองด้วยใจที่หวาดประหวั่น เธอ
หันมามองตอบในความสลัว คราวนี้ผมเป็นฝ่ายที่หลบสายตา ไม่ได้ตัดสินใจอย่างไรลงไป เหมือนสติที่เลื่อนลอยผมเอื้อมมือออกไป[กระผม]มมือของเธอไว้อย่างแผ่วเบา
แทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่ากล้าทำไปได้อย่างไร กินหัวใจมังกรมาหรือไร
ปานฯ ไม่ได้ดึงมือหนี ตรงกันข้ามเธอรับสัมผัสนั้นไว้และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแทบเป็นกระซิบว่า
“ปานฯ มีความสุขมากค่ะ”
เพียงคำพูดแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาได้ ผมคลึงนิ้วมือของเธอเบาๆ ตอบว่า
“ผมดีใจที่ทำให้ปานฯ มีความสุขได้”
ไม่ทันที่ผมจะรู้ตัวเพราะมัวก้มหน้า เธอขยับตัวอย่างรวดเร็วยื่นหน้ามาประทับริมฝีปากลงที่แก้มผมแล้วหันตัวกลับ เปิดประตูรถก้าวออกไปทันทีพร้อมสัมภาระ ก่อนที่เธอจะ
ปิดประตูลง เธอกล่าวขึ้นด้วยคำพูดที่ทำให้ผมสามารถนอนคิดไปได้ทั้งคืนว่า
“พรุ่งนี้ ปานฯ จะโทรหานะคะ ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ”
Read the rest of this entry »