บทที่ 21- เดิมพัน

ระหว่างที่เราเดินทางกลับ ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มแย้มแจ่มใสมาตลอด เช่นเดียวกับคุณแม่ ผมอยากสอบถามความคืบหน้าและความเป็นไปใจจะขาด แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองท่านยังเฉยอยู่ ผมจึงต้องวางเฉยเช่นกัน

คุณแม่เอ่ยขึ้นก่อนว่า
“คุณเชื่อไหมว่าดิฉันได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกมากมายจากคุณส้ม…..” คุณแม่เว้นวรรคเพื่อกระตุ้นความสนใจจากผมและคุณพ่อ
“ก็ว่าไปสิ ผมรอฟังอยู่” คุณพ่อบอก น้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“คุณส้มแกบอกว่า คุณสมควรน่ะรักลูกสาวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ อยากให้ลูกสบายเลย พอดีมีเพื่อนเก่าแก่ของท่านมาทาบทามขอลูกสาวให้กับลูกชาย คุณสมควรเห็นว่าเพื่อนเป็นคนดี มีฐานะทางสังคมสูง ลูกชายก็จบเมืองนอกมา หน้าที่การงานก็ดีเลยตกปากรับคำไปโดยไม่ได้บอกให้ลูกสาวรู้ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาระหว่างพ่อกับลูก…..

…..และด้วยความรักลูกนี่แหละ คุณสมควรจึงให้ลูกน้องเก่าช่วยสืบเสาะหาความจริงเกี่ยวกับความประพฤติของว่าที่ลูกเขย ปรากฏว่าสืบไปสืบมารู้ว่า อะไรๆ ก็ดีหมด เสียอย่างเดียว ชอบเล่นการพนัน และมีทีท่าว่าจะหนักข้อขึ้นทุกที…..

…..แกเลยชักไม่มั่นใจ ประกอบกับคุณสมควรน่ะไปพบลูกสาวทานข้าวกับลูกชายเรา แกเลยส่งสายสืบหารายละเอียดเกี่ยวกับลูกชายของเรา และทราบว่าลูกชายของเราความประพฤติดี ครอบครัวเราก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าใคร แกเลยค่อยวางใจได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ความหวังที่คุณจะมีลูกสะใภ้คงสว่างไสวดีอยู่นะคะ”

หัวใจของผมพองโตคับอก ดีใจจนบอกไม่ถูก ยิ้มแก้มป่องจนหุบไม่ลง

คุณพ่อเสริมขึ้นว่า

“งั้นคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ เพราะผมเองได้พูดทำนองหยั่งเสียงแกเรื่องการครองเรือนว่าน่าจะปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ดูซิว่าแกจะมีความเห็นเป็นอย่างไร คุณสมควรแกไม่ออกความเห็นมาก เมื่อเลียบๆ เคียงๆ ถามถึงความเห็นทั่วๆ ไปเรื่องการเลือกคู่ครองให้ลูก แกก็พูดเป็นกลางๆ ไม่ซ้ายจัด หรือขวาจัด น่าจะสมรับกับข้อมูลของคุณที่ได้จากคุณส้ม แกกลัวว่าลูกจะไปลำบากเพราะสบายมาจนเคยตัว พ่อและแม่ก็ตามใจกันมาเรื่อย หากไปเจอคู่ครองไม่ดีเข้า แกคงตายตาไม่หลับ…..

…..และดูแกค่อนข้างจะถูกอัธยาศัยกับผมพอสมควรนะ คงไม่มีปัญหาแหละ ถ้าได้ไปเล่นกอล์ฟกัน ผมจะได้ทาบทามสู่ขอในสนามกอล์ฟเสียเลย ดีไหมลูก?” คุณพ่อหันมาถามผม

“ก็สุดแล้วแต่คุณพ่อกับคุณแม่จะจัดการเถิดครับ” ใจผมอยากบอกว่าดีมากครับมากกว่า

เช้าตรู่วันเสาร์ เราหมายถึงคุณพ่อกับผมไปรับปานฯ และคุณพ่อที่คอนโดฯ รถเก๋งคันใหญ่ของคุณพ่อบรรจุถุงกอล์ฟสี่ใบได้อย่างสบายๆ คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ ทักทายกันอย่างสนิทสนมชิดเชื้อ คุยกันเสียงดังลั่น

ปานฯ นั่งที่นั่งตอนหน้าคู่กับผม ผมไม่กล้าที่จะเปิดตัวอะไรมากนอกจากแอบส่งยิ้มให้กัน เมื่อไปถึงสนาม คุณพ่อสั่งรถกอล์ฟสามคัน ให้ผมและปานฯ นั่งคันเดียวกันราวกับรู้ใจ ส่วนท่านและคุณพ่อของปานฯ ใช้กันคนละคัน

บนแท่นทีหลุม 1 การจับคู่เล่นเป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว คุณพ่อของปานฯ ถามขึ้นว่า

“เราจะมีเดิมพันติดปลายไม้กันอย่างไรดีล่ะคุณศักดิ์”

คุณพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บอกว่า
“เรื่องเดิมพันนั้นผมอยากจะอุบเอาไว้ก่อน ผมจะเขียนลงในกระดาษให้เด็กแค้ดดี้ถือเอาไว้ เมื่อเราเล่นถึงหลุม 18 ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นค่อยเอามาเปิดดู ถ้าคุณสมควรเห็นว่าที่ผมเสนอพอรับได้ก็เป็นอันตกลง แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่พร้อมที่จะรับ เราค่อยมาคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างนี้จะดีไหมครับ ผมว่าสนุกตื่นเต้นดีออก ”
“แหม คุณศักดิ์ นอกจากเป็นนักเจรจาชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นนักจิตวิทยาอีกด้วย ผมว่าการเล่นกอล์ฟวันนี้จะต้องเป็นแมทช์ที่เร้าใจที่สุดในชีวิตทีเดียว แต่ผมขอเสริมอะไรสักนิดแล้วกันคือ ผมเองก็จะเขียนข้อความใส่กระดาษอีกแผ่นหนึ่ง แล้วเราค่อยมาเปิดดูพร้อมกัน ไม่ใช่อะไร ผมไม่อยากเอาเปรียบคุณ คุณเองทราบว่าเดิมพันนั้นคืออะไรแต่ผมไม่ทราบ ผมก็อยากจะให้เหมือนกันบ้าง จะได้เสมอกันสองฝ่าย ดีไหมครับ?”
“ตกลงตามนี้เลยครับ” คุณพ่อบอก ฉีกกระดาษจากสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ติดตัวมาด้วย ยื่นส่งให้คุณสมควรแผ่นหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเขียนข้อความลงในกระดาษ พับและส่งให้แค้ดดี้เก็บไว้

ผมและปานฯ อมยิ้ม มองดูผู้ใหญ่สองคนที่ต่างมีลับลมคมในไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คุณพ่อของปานฯ เป็นคนเริ่มเล่นก่อน แม้จะตีลูกออกไปไม่ไกลนักแต่เป็นเส้นตรงลูกไปอยู่กึ่งกลางสนาม คุณพ่อตีลูกออกไป ลูกไปหยุดอยู่ใกล้เคียงกัน ส่วนผมตีลูกออกไปไกลกว่าท่านทั้งสองมากนัก ผมให้ปานฯ ไปเล่นที่แท่นทีสำหรับสตรี ปานฯ ตีลูกออกไปได้ดี ไกลกว่าลูกผมด้วยซ้ำ เราต่างปรบมือให้แก่กัน

ผมค่อนข้างจะภูมิใจในฝีมือของปานฯ ที่เล่นได้สม่ำเสมอดี คุณพ่อของปานฯ ทักขึ้นว่า
“พ่อไม่นึกว่าลูกจะเล่นได้ดีขนาดนี้เลยนะ ไม่เห็นเหมือนมือใหม่เลย”
“หนูมีครูดีค่ะคุณพ่อ” ปานตอบ หันมาหลิ่วตาให้กับผม
“ครูต้องน่ารักด้วยใช่ไหม ลูกศิษย์ถึงได้ตั้งใจเรียน” คุณพ่อของปานฯ พูดเป็นนัยให้เราทั้งสองคนอดสงสัยไม่ได้ ท่านหัวเราะ หึ หึ อยู่ในลำคอ

คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ เล่นได้ใกล้เคียงกันมาก จะต่างกันเล็กน้อยเมื่อลูกขึ้นกรีนแล้วซึ่งคุณพ่อของปานฯ เล่นลูกพัทท์ได้ดีกว่า คุณพ่อทั้งสองขับรถกอล์ฟเคียงกันไป คุยกันไปอย่างสนิทสนม บางครั้งมีการพูดกระเซ้าเย้าแหย่กันบ้างเล็กๆ น้อยๆ

ผมขับรถกอล์ฟให้ปานฯ นั่ง บางครั้งแอบจับมือเธอบ้างเมื่อเห็นว่าไม่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
ผมพูดพอให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า
“ถึงตอนนี้แล้ว ผมยังคิดถึงคุณอยู่เสมอทุกวันเลย” ปานฯ ยิ้มด้วยความเอียงอาย บอกว่า
“แล้วอย่าไปบอกใครนะว่า ปานฯ ก็คิดถึงคุณเหมือนกัน”
“จริงๆ เหรอ?”
“ก็จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันไงคะ ว่าแต่คุณจะคิดถึงปานฯ ไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ซี”
“ผมหวังว่าปานฯ คงรู้ว่าผมบริสุทธิ์ใจ ถ้าพื้นฐานดี มีความเข้าใจ สวิงก็จะดีและอยู่ไปได้ตราบนานเท่านาน แม้จะอ่อนแรงลงไปบ้างเมื่อยามแก่เฒ่า จะมีเพียงระยะทางเท่านั้นที่ลดลง แต่ความแน่นอนยังคงเดิม” ผมไม่รู้ว่าเอาไปเปรียบกับกอล์ฟได้ยังไง มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้
“คุณนี่ ช่างเหมือนคุณพ่อเข้าไปทุกวัน คำถามง่ายๆ ตอบวกวนไปไหนก็ไม่รู้ ต้องให้แปลความหมายอยู่เรื่อย” ไม่พูดเปล่า ปานถอดถุงมือข้างหนึ่งออกเพื่อหยิกผมได้ถนัดขึ้น

การเล่นค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน ผมพยายามเล่นสุดฝีมือที่มีอยู่ แต่ใช่ว่าจะชนะได้ง่ายๆ บางครั้งตีผิดพลาดตกน้ำตกท่าจะถูกคุณพ่อดุว่า
“อย่าเล่นกอล์ฟประมาทนักสิ ธงปักชิดไปทางริมน้ำขืนเล็งไปที่ธงถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมานิดเดียวก็ลงน้ำ เล็งไปที่กลางกรีนไว้ก่อน ผิดพลาดยังไงก็ไม่เสียหาย” หรือ
“ช่องที่เล็งไปน่ะมีอยู่นิดเดียว เกิดพลาดไปตีชนต้นไม้เข้าจะเสียหายหนัก เวลาแก้ไขน่ะเอาให้มันแน่ใจว่าแก้ไข ไม่ใช่แก้จนเสีย เลือกทางเล่นให้มันปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่เสมอแหละ ใครจะไปรู้เราอาจตีลูกครั้งต่อไปลงหลุมไปเลยก็ได้ หรือเข้าไปใกล้ธงมากๆ ก็ได้ หรือขึ้นกรีนแล้วพัทท์เดียวก็ได้อีก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ต้องสร้างโอกาส ไม่ใช่เสี่ยงหรือทำลายโอกาส เข้าใจไหม?”

ผมยอมรับว่าที่คุณพ่อพูดมีเหตุผลดีตรงกับที่เคยอ่านเจอในหนังสือกอล์ฟ แต่บางทีก็เผลอใจ ตีลุยไปเรื่อย ไม่ระวังเท่าที่ควร ผลก็คือหลุมนั้นคะแนนออกมาบานแฉ่ง ถ้าเล่นแบบนับแต้มอาจเป็นเพราะหลุมนั้นหลุมเดียวที่ทำให้น้ำตาตกได้ การเล่นแบบแมทช์เพลย์คือแพ้ชนะกันเป็นหลุมๆ ก็ยังไม่ต่างกันเพราะอะไรก็เกิดขึ้นกับคู่ต่อสู้ได้เหมือนกัน สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเล่นแบบไหนต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด

เมื่อเราเล่นกันมาจบหลุมที่ 17 ปรากฏว่าคู่ของผมนำมาหนึ่งหลุม ก่อนที่จะเริ่มเล่นหลุม 18 ซึ่งเป็นหลุมสุดท้าย คุณพ่อขอกระดาษทั้งสองแผ่นจากแค้ดดี้ ต่างแลกกันเปิดดู ผมและปานฯ ต่างจ้องมองด้วยใจระทึก อยากรู้อยากเห็นเท่าๆ กัน

ต่างฝ่ายต่างอ่านข้อความในกระดาษเสร็จ ทั้งคู่หัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกัน สัมผัสมือกัน คุณพ่อถึงกับโอบกอดคุณสมควรๆ สวมกอดตอบ ทิ้งให้ผมและปานฯ เป็นใบ้

ปานฯ ตรงรี่เข้าไปเกาะแขนคุณพ่อ พยายามยื้อแย่งกระดาษแผ่นนั้น แต่คุณสมควรขยำกระดาษ ยัดเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย คุณพ่อผมทำตามอย่างบ้างและหัวเราะลั่นสนามด้วยความลืมตัว

ปานฯโวยลั่นขึ้นว่า
“คุณพ่ออ่ะ ตกลงเดิมพันคืออะไรคะ ถ้าไม่บอกลูกโกรธด้วย” ปานฯ ทำหน้าเง้า
คุณสมควรดึงลูกสาวเข้ามกอด บอกว่า
“เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่เกี่ยว”

เมื่อเราต่างตีลูกขึ้นกรีนหลุม 18 แล้ว คุณพ่อและผมต่างพัทท์ลูกไม่ลงหลุม ผมช่วยปานฯ ดูเส้นทางพัทท์ให้ แต่ปานฯ พัทท์พลาดไปไม่น้อยเนื่องจากยังค่อนใหม่อยู่ เมื่อถึงคราวของคุณพ่อของปานฯ ๆ เรียกผมเข้าไปใกล้ กระซิบบอกว่า

“ช่วยพ่อดูไลน์หน่อย ถ้าบอกไลน์ผิด พ่อพัทท์ไม่ลงล่ะก็ อย่าหวังว่าจะยกลูกปานฯ ให้เลย ไม่มีทาง”
ผมตาเหลือก หน้าจ๋อย บอกว่า
“ถ้าผมบอกถูก แต่คุณอาพัทท์ไม่ลงเองจะทำยังไงล่ะครับ”
“ไม่มีทาง ลูกระยะแค่สามฟุต พ่อเคยพลาดที่ไหน”

ผมก้มดูไลน์พัทท์ บอกว่า
“ลูกนี้พัทท์ขึ้นเนินเล็กน้อย ไลน์ไม่มากหรอกครับ ผมว่าแค่ขวาในหลุมก็พอ แต่พัทท์ให้แรงหน่อยนะครับ”

คุณพ่อผมท้วงขึ้นทันทีว่า
“วะ อ้ายลูกคนนี้ ยังไม่ทันไรแปรพักตร์ซะแล้ว เดี๋ยวเถอะจะให้ไปหาขันหมากเองซะเลย”

คุณพ่อของปานฯ ตั้งท่าจรด คุณพ่อมองดูด้วยใจจดจ่อเพราะถ้าคุณสมควรพัทท์ลงแปลว่าเกมทั้งหมดจะลงเอยด้วยการเสมอกัน ผมดึงมือปานฯ เข้ามาใกล้ โอบเธอที่เอว ปานฯ โอนอ่อนตามยืนพิงตัวผมไว้

ลูกที่คุณสมควรพัทท์ออกไปนั้นวิ่งตรงไปทางขวาของด้านในของหลุม เมื่ออ่อนแรงลงจึงเลี้ยวโค้งเล็กน้อยตรงไปกลางหลุมและร่วงหล่นลงก้นหลุมไปอย่างสวยงาม คุณพ่อของปานฯ ยกมือชูขึ้นสูงร้องเฮด้วยความดีใจ เราทุกคนและแค้ดดี้ต่างปรบมือให้

ผมดึงปานเข้ามากอดอีกครั้งและบรรจงจูบแก้มนวลที่เคลือบด้วยยากันแดด ริมฝีปากเปื้อนยากันแดดเป็นรอยขาว คุณสมควรดึงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ผมและบอกว่า
“ปากเลอะแน่ะลูก เช็ดซะ”

Read the rest of this entry »


บทที่ 17 - สวรรค์เป็นใจ

อาหารค่ำคืนนั้นเป็นมื้อที่กร่อยที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ คุณพ่อ คุณแม่และผมต่างนั่งกินกันอย่างเงียบเชียบ ผมนั่งเขี่ยอาหารไป เหลือบตามองคุณพ่อที คุณแม่ทีเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีโดยเฉพาะคุณพ่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ากลืนอาหารเข้าไปได้ยังไง ผมเดาว่าคุณพ่อเองก็ใช่ว่าจะเป็นสุขใจนักเพราะสีหน้าบอกแบบนั้น ส่วนคุณแม่วางหน้าเหมือนคนไม่รู้ร้อน ไม่ยอมช่วยสร้างสถานการณ์ให้ดีขึ้นเลย ผมเองก็แสนจะอึดอัด รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณพ่อจะพูดเรื่องเมื่อกลางวันขึ้นมาเสียที หรือจะมีอะไรพูดก็รีบพูดให้มันจบๆ ไป ไม่งั้นมันเหมือนภูเขาไฟที่ระอุอยู่ภายในจะระเบิดก็ไม่ระเบิด ได้แต่พ่นควันกรุ่นๆ ขึ้นมาจากปล่องทำเอาชาวบ้านนอนกันตาไม่หลับ

ป้าแม้นและเด็กรับใช้เข้ามาเก็บสำรับ และยกจานผลไม้มาวางบนโต๊ะ ชงกาแฟให้คุณพ่อ ส่วนผมโบกมือไม่เอา

คุณพ่อเคาะนิ้วเล่นบนโต๊ะ คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด แต่ที่สุดเป็นคุณแม่ที่พูดทำลายความเงียบขึ้นว่า
“นี่คุณ มีอะไรจะพูดกับลูกก็พูดให้มันจบๆ ไปเถอะ ดิฉันรำคาญ”

ผมถอนใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่แบบนี้ เสียงคุณแม่ดังขึ้นอีกว่า
“จะอะไรกันนักกันหนา”

ผมไม่เข้าใจในความหมายที่คุณแม่พูด ได้แต่จ้องหน้าคุณแม่อย่างขอคำตอบ แต่คุณแม่ก็ยังวางเฉย ที่สุดก็กลายเป็นผมเองที่ทนไม่ได้ พูดขึ้นว่า
“คุณพ่อมีอะไรก็บอกเถิดครับ ผมรับได้เสมอ”

คุณพ่อเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยขึ้นอย่างช้าด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า
“พ่อถามหน่อยว่า ผู้หญิงเมื่อกลางวันเป็นใคร ชื่ออะไร”
“เป็นเพื่อนที่ทำงานจริงๆ ครับ เธอชื่อปานฯ”
“รู้จักกันมานานแล้วรึ?”
“จะว่านานก็นานครับ แต่มาคุ้นเคยกันมากหน่อยตอนหลังๆ”
“ทางบ้านเขาทำอะไร เป็นยังไง?”
“ผมทราบแต่ว่าคุณพ่อของปานฯ เป็นข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุแล้ว ส่วนฐานะทางบ้านผมไม่ทราบมากหรอกครับ แต่ดูๆ คงไม่ยากจนหรอกครับ”
“พ่อไม่ได้หมายความว่ารวยหรือจน แต่หมายความว่าเป็นคนดีหรือเปล่า”
“ผมไม่ทราบอะไรมากมายหรอกครับ แต่เท่าที่ทราบไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยอะไรนี่ครับ”
“แล้วเพื่อนของลูกล่ะ”
“ปานฯ นิสัยดีครับ”

คุณพ่อจ้องตาผมไม่กระพริบ ทำเอาผมใจแป้ว ถามต่อไปว่า
“ถามจริงๆ แกสองคนรักกันหรือเปล่า?”
“เอ่อ….ผม คือ…..” ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะบอกความจริงไปหรือไม่ดี ได้แต่อึกอัก คุณแม่คงรำคาญจนสุดทนพูดแทรกขึ้นว่า
“ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ก็บอกว่าไม่ มัวแต่อึกอักอยู่นั่นแหละ พ่อลูกคู่นี้จะเหมือนอะไรกันขนาดนั้น”

ผมตัดสินใจเด็ดขาด บอกว่า
“ครับ ผมรักปานฯ”
“แล้วปานฯ ล่ะ รักลูกหรือเปล่า?” คุณแม่ช่วยถามแทน
“รักครับ”
“เค้าบอกลูกหรือไง?” คุณแม่ซักต่อ
“ในทำนองนั้นครับ แต่…..” ผมยังไม่ได้บอกความจริงอีกอย่างที่ปานฯ เองก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกัน

คุณพ่อถามว่า
“แต่อะไร?”
“แต่ คงไม่มีประโยชน์อะไรมากหรอกครับ”
“เพราะอะไร?” คุณพ่อซักบ้าง
“ปานฯ บอกผมว่าเธอถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกันครับ”

ผมเห็นคุณพ่อและคุณแม่หันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าคุณพ่อจะซักผมเรื่องปานฯ ทำไม ทำไมไม่พูดเรื่องที่คุณพ่อจะให้ผมแต่งงานกับอีกคนหนึ่งมากกว่า ผมถามขึ้นว่า
“คุณพ่อจะถามเรื่องของปานฯ ไปทำไมครับ ถามไปก็แค่นั้น คุณพ่อมีอะไรที่ต้องการจะบอกผมก็บอกเลยดีกว่า ผมจะได้รู้ตัวล่วงหน้าเอาไว้บ้าง”

คุณพ่อเงียบ ไม่บอกว่าอะไร แต่หันไปพยักเพยิดกับคุณแม่คล้ายกับจะเกี่ยงให้คุณแม่เป็นคนพูด
คุณแม่รำคาญหนัก พูดขึ้นว่า
“คืออย่างนี้จ้ะ เราคือพ่อและแม่ไปเยี่ยมครอบครัวว่าที่ลูกสะใภ้มา ก็ว่าจะทำความตกลงกันให้จบเรื่องไป แต่กลับกลายเป็นว่ามารู้ว่าว่าที่ลูกสะใภ้น่ะท้องกับแฟนของเธอนั่นแหละ สาเหตุเป็น….”

คุณพ่อรีบโบกมือห้ามไม่ให้คุณแม่พูดต่อ
“เอาล่ะ พอแล้ว…..กลับมาเรื่องของลูกดีกว่า แล้วลูกคิดจะทำยังไงต่อไป?”

ผมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้อีกแล้ว ส่วนเรื่องของปานฯ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังมืดแปดด้านอยู่ ผมบอกว่า
“ไม่ทราบครับ ผมจะทำยังไงได้ พาปานฯ หนีหรือครับ” ผมทำหน้าทะเล้นล้อๆ ด้วยความสบายใจเป็นทวีทับ
“บ้าสิ พูดบ้าๆ พ่อแม่เค้าจะได้มาถอนหงอกพ่อกับแม่แกน่ะซี” คุณพ่อเอ็ดเสียงดัง

คุณแม่พูดขึ้นว่า
“ก็คุณนั่นแหละ ชอบสร้างปัญหานัก ดิฉันเตือนแล้วก็ไม่เชื่อว่าอย่าไปฝืนใจลูกในเรื่องแบบนี้ คุณนั่นแหละที่ต้องช่วยลูก”
“อ้าว! ไหงมาโทษผมคนเดียวล่ะ คุณเองก็เห็นดีเห็นงามไม่น้อยไม่ใช่เหรอตอนแรกน่ะ พอเกิดเรื่องเลยโยนความผิดมาให้ผมคนเดียว” คุณพ่อหันไปโต้วาทีกับคุณแม่แทน ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจ
“ก็หรือไม่จริง ดิฉันน่ะเป็นแค่ลูกขุนพลอยพยักเท่านั้น ดิฉันน่ะเป็นแค่ช้างเท้าหลังนะคะ” คุณแม่เถียง
“ทีอย่างนี้ล่ะเป็นช้างเท้าหลัง ถ้าเป็นเรื่องดีๆ เห็นกลายเป็นเท้าหน้าเสมอ” คุณพ่อโต้ขึ้นบ้าง
“คุณอย่ามานอกเรื่อง เรากำลังคุยแต่เฉพาะเรื่องนี้ อย่าเอาเรื่องอื่นมาปน” คุณแม่ไม่ยอม
“ก็หรือไม่จริง ผมพูดผิดตรงไหน”
“ผิดสิ ผิดตรง…..”

ผมเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายลุกลามกันไปใหญ่จึงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยขึ้นว่า
“คุณแม่ครับ คุณพ่อครับ อย่าให้เรื่องของผมทำให้คุณพ่อและคุณแม่มีปากเสียงกันเลย ตั้งแต่ผมโตมาไม่เคยเห็นคุณพ่อกับคุณแม่เคยมีปากเสียงกันเลย เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าจะกรุณาช่วยผมคิดหน่อยว่าจะทำยังไงต่อไปก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง”

ทั้งสองฝ่ายจึงสงบสงครามลงได้

คุณแม่ให้ความเห็นว่า
“จะไปยากอะไร เราก็ยกทัพลุยเสียเลยก็สิ้นเรื่อง ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย…..ว่าแต่ลูกแน่ใจเหรอว่าหนูปานฯ น่ะเป็นคนดีจริง”

ผมยืดอกพูดขึ้นอย่างมั่นใจว่า
“จะดีน้อยกว่าคุณแม่ก็หน่อยเดียวน่ะครับ”
“แกมั่นใจขนาดนั้นเชียว” คุณพ่อติง
“ก็มั่นใจพอๆ กับที่คุณพ่อเลือกคุณแม่นั่นแหละครับ”

คุณแม่ยืดอกผายขึ้นบ้าง เชิดหน้าแสดงความภาคภูมิใจ
“จบกัน พูดแบบนี้ก็ไม่ต้องพูดต่อ”

คุณพ่อลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะเดินหนีไปคุณพ่อก้มลงกระซิบกับผมว่า
“แกอาจจะเลือกผิดก็ได้นะ”
เสียงคุณแม่ดังแหวขึ้นว่า
“กระซิบอะไร ทำไมต้องกระซิบ……เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องของลูกจะว่ายังไง ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย”

คุณพ่อหันมายิ้ม บอกว่า
“ผมยกให้คุณเป็นช้างเท้าหน้าแล้วกัน”

Read the rest of this entry »


บทที่ 13 - หนักใจ

ค่ำวันนั้น ผมกลับบ้านด้วยความเป็นสุขใจยากที่จะหาใดปาน รู้ตัวว่ายิ้มกับตัวเองมาตลอดทาง ใจที่เหม่อลอยกับฝันที่เฟื่องไปราวกับท่องไปในวิมานที่เต็มไปด้วยสิ่งสวยสดงดงาม ตัวนั้นเบาหวิวเหมือนล่องลอยไปบนปุยเมฆอันเย็นฉ่ำ ไต่ไปตามขอบรุ้งอันวิจิตรตระการตาแล้วคว้าสีสันหลายหลากโปรยไปให้ใครอื่นได้ชื่นชม ดุจละอองน้ำอันชื่นฉ่ำที่ชโลมหัวใจให้เบ่งบาน

ผมอยากแหกปากตะโกนให้ก้องโลก ให้คนทั้งหลายได้อิจฉา

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ผมต้องชะงักเมื่อเสียงห้าวๆ ของคุณพ่อดังขึ้นว่า

“เดี๋ยว พ่อมีอะไรจะคุยด้วยหน่อย”

ผมคงยิ้มแปลกๆ ทำให้คุณพ่อมองหน้าผมอย่างฉงน ผมเดินเข้าไปใกล้เกาะแขนพ่อแล้วดึงให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวพร้อมกัน

“ครับคุณพ่อ มีอะไรหรือครับ”
“ก็เรื่องเดิมๆ ที่พ่อเคยคุยกับลูกนั่นแหละ” น้ำเสียงของคุณพ่อฟังดูจริงจังแต่ไม่เคร่งขรึม
“คุณพ่อคุยกับผมเป็นพันเรื่อง เอาเรื่องไหนดีล่ะครับ” ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคุณพ่อหมายถึงเรื่องไหน
“ลูกเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว พ่อเองอายุก็มากขึ้นทุกวัน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้….”

ผมรู้แล้วว่าพ่อกำลังจะพูดเรื่องอะไรเลยพูดขัดขึ้นว่า
“พ่อเลยอยากให้ผมแต่งงานใช่ไหมครับ?”
“ใช่ ลูกจะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสักที มีความรับผิดชอบ”

ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ
“ผมไม่มีความรับผิดชอบตรงไหนครับคุณพ่อ ผมมีงานทำ รับผิดชอบงานได้ดีหัวหน้าไม่เคยตำหนิ ไม่เคยหนักใจ เงินเดือนผมก็ไม่น้อย แล้วคำว่าผู้ใหญ่เต็มตัวจะวัดยังไงครับ?” น้ำเสียงผมเป็นปกติ ออกจะสดใสด้วยซ้ำ
“พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น พูดง่ายๆ คือ พ่ออยากให้ลูกแต่งงานนั่นแหละ”
“คุณพ่อไม่ต้องห่วง ถึงเวลาผมก็แต่งเองแหละ”
“แกจะให้พ่อตายก่อนหรือไงถึงจะแต่งน่ะ พ่อหมายความว่าเร็วๆ นี้ เพราะพ่อคุยกับแกเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว” เสียงของคุณพ่อเริ่มเครียดขึ้น เปลี่ยนสรรพนามเรียกผมจากลูกเป็นแก
“ก็ได้ครับ……..แต่ผมต้องถามเธอดูก่อนว่าเธอจะยอมแต่งกับผมหรือเปล่า”

ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มและหุบลงทันใดที่ได้ยินประโยคต่อมา และเปลี่ยนเป็นเครียดหนัก
“แกหมายถึงใคร?”
“คนที่ผมรักสิครับ”

คุณพ่อทะลึ่งตัวลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินถ้อยความจากปากของผม
“ความรักเหรอ…..” คุณพ่อจ้องหน้าผมอย่างดูแคลน “…..ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยไหน ไม่มีความรักที่จะเทียบความเหมาะสม เจ้าชายจะไปคว้าหญิงไพร่มาเป็นคู่ครองมีแต่ในนิยายที่แต่งให้คนอ่านฝันเฟื่องไปก็เท่านั้น ความคิดของแกนี่แหละที่ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ”

ผมอึ้ง ที่อึ้งเพราะผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคุณพ่อมากกว่า ใจนั้นอยากจะประนีประนอมกับผู้บังเกิดเกล้า ไม่อยากทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ หัวสมองของผมปั่นเร็วจี๋คิดคำนวณเอาไว้เสร็จสรรพ พูดเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า

“คุณพ่ออาจจะพูดถูก แต่ชีวิตเป็นของผมๆ ควรจะมีส่วนตัดสินใจอยู่บ้าง ผมขอแบบนี้แล้วกันนะครับ…..” ผมมองสีหน้าของคุณพ่อเห็นว่าสงบขึ้นจึงพูดต่อว่า
“…..ผมขอโอกาสได้สนทนากับหญิงที่คุณพ่อจะเลือกให้ คุณพ่อเองก็คงไม่อยากให้เธอคนนั้นมาแต่งงานกับผมด้วยความจำใจ ถ้าเธอคนนั้นยอมรับผมได้ ผมอาจจะยอมตามใจคุณพ่อสักครั้ง แต่ผมอยากให้คุณพ่อตระหนักสักนิดว่า ไม่มีอะไรเป็นสิ่งรับประกันได้ว่าชีวิตการแต่งงานจะต้องจบลงด้วยความสุขเสมอไป ไม่ว่าผมจะเลือกเองหรือคุณพ่อเลือกให้ ถ้าบังเอิญผมยอมตามที่คุณพ่อเลือกให้และหากบังเอิญไม่มีความสุข ผมไม่อยากให้คุณพ่อรู้สึกผิดที่เป็นคนเลือกให้ ผมอยากให้คุณพ่อคิดเสียว่านั่นเป็นเพราะสวรรค์บันดาลก็แล้วกัน แล้วผมจะไม่นึกตำหนิคุณพ่อเลย ผมไม่บังอาจเช่นนั้นเพราะผมรู้ดีว่าคุณพ่อปรารถนาดีต่อลูกเสมอ”

สีหน้าของคุณพ่อเหมือนปูนปั้น นิ่งอึ้งไป ก็แหม ผมอุตส่าห์ใช้สมองอันน้อยนิดเรียบเรียงไว้เป็นอย่างดี แต่ความหมายของผมมีมากกว่านั้น

ผมมีแผนอยู่ในใจของผมแล้วว่าผมจะต้องทำยังไง

ถามว่าผมหนักใจไหม ผมยอมรับว่าหนักใจอยู่

Read the rest of this entry »


บทที่ 9 - เมื่อสายันห์

เราออกจากสนามกอล์ฟเป็นเวลาบ่ายแก่จัดแล้ว ผมไม่ได้ถามปานฯ หรือขอความเห็นจากเธอว่าเราจะไปรับประทานอาหารเย็นที่ไหนดี และขับรถตรงไปที่ร้านอาหารที่มีอยู่

ในใจ เป็นร้านอาหารที่ปลูกเป็นเรือนแพตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี ผู้คนมีอยู่เพียงน้อยนิด เราเลือกที่นั่งริมแพสามารถมองเห็นสายน้ำที่เคลื่อนที่ไปไม่รู้จักหยุดหย่อน มัน

พาเอาผักตบชะวาชูช่อสีม่วงดูดาดดื่นท่องไปตามลำน้ำใหญ่ไปไหนต่อไหนไม่มีใครอยากรู้ เรือพายลำเล็กที่ฟากตรงข้ามแม่น้ำเป็นภาพชีวิตตามธรรมชาติของผู้คนที่อาศัย

ลำน้ำเป็นหลัก ทิวไม้สีเขียวเข้มบ้างจางบ้างยาวตลอดเป็นแนวคดโค้งไปตามแม่น้ำนั้น บางตอนมีต้นตาลชูยอดสูงไหวเอนไปมา ต้นมะพร้าวที่เตี้ยต่ำลงมามีให้เห็นอยู่ดาษดื่น

เหนือขึ้นไปเป็นขอบฟ้าสีเทามีเมฆทึบกระจายตัวไปทั่ว มันกั้นแสงพระสุริยนต์ให้อ่อนช้อยลงดูเบาตา นกตัวใหญ่น้อยโผบินเป็นหมู่ๆ มันกำลังบินกลับรังของมันคือบ้านอัน

อบอุ่น สายลมเย็นโชยมาไม่ขาดระยะปะทะกับใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ฟากตรงข้าม เส้นผมบางเบาราวไหมที่บัดนี้ปล่อยให้สยายลงคลุมแผ่นหลังปลิวว่อนไปตามแรง –

เธอคือหงส์ฟ้าในใจของผม

“คุณรู้จักที่นี่ได้ยังไงคะ” เสียงใสๆ ดังถามขึ้น
“ส่วนใหญ่ใครๆ ก็รู้จัก มีแต่ปานฯ แหละที่ไม่รู้จัก” เมื่อตอบไปแล้วถึงรู้ตัวว่าไม่น่าพูดเลย ใจนั้นเกรงว่าจะไม่เข้าท่าเข้าทางเกิดผิดหูขึ้นมาไม่รู้ว่าพายุลูกไหนจะโหมเข้ามาบ้าง

แต่ผิดคาด เสียงหัวเราะคิก ตามด้วยถลึงตามองผมอย่างอารมณ์ดี
“คุณกำลังจะบอกว่าปานฯ เซ่อเซอะ มัวแต่หลงกรุงอยู่ใช่ไหม?”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น อย่าร้อนตัวไปก่อนสิ” ว่าจะไม่ แต่ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะสบตาด้วยและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับจะอ่านใจของเธอให้ทะลุ เธอมองตอบแต่ต้อง

เบนสายตาหลบมองลงต่ำ ท่าทีบอกความเอียงอายเหมือนจะกลัวว่าดวงตาคู่นั้นจะเผยความในใจออกมาหมด

เธอพูดเสียงเขียวคล้ายแสร้งกลบเกลื่อนขึ้นว่า
“ที่คุณพูดน่ะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นได้มากนักเหรอ?”
“ถ้าปานฯ จะแปลความหมายอย่างที่บอกมาก็ได้ แต่ผมหมายความว่ายังมีส่วนน้อยที่ไม่รู้จักซึ่งก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน ผมก็เคยไม่รู้จักมาก่อน”

ไม่ทันได้ระวังตัว มือเรียวๆ ของเธอที่ท้าวคางอยู่ก็ฟาดเผียะลงมาที่หลังมือของผมที่วางราบอยู่บนโต๊ะ มือไม่เจ็บหรอกแต่ตกใจมากกว่า ไม่นึกว่าเธอจะจู่โจมรวดเร็วขนาดนั้น

ผมชักมือกลับด้วยความแปลกใจ ปานฯ พูดเสียงแกมหัวเราะว่า
“เลี้ยวลดคดเคี้ยวนักเหมือนแม่น้ำ”
ว่าจะไม่ แต่ปากไวกว่าความคิด ผมบอกว่า
“ปากไม่เท่าไหร่ แต่ใจสำคัญกว่า”

เราสั่งอาหารสองสามอย่าง อาหารมีรสชาติมากขึ้นด้วยบรรยากาศอันแสนสุนทรีย์ คำสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เราเริ่มเรียนรู้เรื่องส่วนตัวของกันและกันมากขึ้น มันเหมือนการ

เจาะกำแพงให้เป็นช่อง จากรูเล็กๆ ช่องนั้นค่อยขยายกว้างขึ้นทุกที มีเสียงหัวเราะระหว่างเราเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจอันเบิกบานนั้นเป็นเช่นไร ดุจเช่นละอองน้ำฝนหลังพายุหนัก

ยามเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะถักทอเป็นสายรุ้งงามที่ปลายฟ้า

“สวยมากนะคะ” สายตาของเธอเหม่อมองไปเบื้องหน้า
“ครับ สวยมาก”
“ท้องฟ้าและสายน้ำยามอาทิตย์อัศดงช่างงดงามเหลือเกิน”
“ครับ งดงามมาก”
“ไม่เห็นว่าคุณจะมองสักหน่อย รู้ไงว่าสวย”
“ก็ผมมองอยู่นี่ไง”
“บ้า นั่นมันหน้าชั้น”
“ก็ใบหน้าคุณน่ะสิ”

แสงสีทองส่องเป็นสายทะลุเมฆลงมาได้บ้างทำให้พื้นที่ทั้งบริเวณสะท้อนประกายดั่งทอง ฉากหลังจึงขับออกมาเป็นสีม่วงบ้าง แดงบ้างกลมกลืนกันไปราวภาพในนิมิตที่ไม่

อาจมีจิตกรใดในโลกจะแต่งแต้มสีสันงดงามได้เหมือน เฉกเช่นใบหน้านวลราวเทพธิดาตรงหน้าผมนี้

“คุณบอกว่าลูกชิพนี่มีหลายแบบแล้วแต่สถานการณ์ที่เราจะเลือกเล่น มันเป็นยังไงหรือคะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยมาเรื่องกอล์ฟ ผมแทบจะปรับอารมณ์ตามไม่ทันทั้งที่ใจนั้น

ตอนนี้ไม่อยากคุยเรื่องกอล์ฟเลย
“ง่ายๆ มีว่า ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่ง เราจะวางลูกให้ค่อนไปทางซ้าย ลูกแบบนี้ใช้ในสถานการณ์ที่ลูกอยู่หลังบังเกอร์ทรายและธงปักชิดอยู่ด้านนั้น ลูกจะตกและวิ่งไปไม่

มากนัก แต่หากเราต้องการให้ลูกพุ่งและวิ่งไป เราจะวางลูกมาทางขวาเล็กน้อย หน้าเหล็กอันเดิมก็จะตั้งมากขึ้นเองซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางหน้าอยู่”
“แค่นั้นหรือคะ ไม่เห็นจะวุ่นวายเลย”
“ถึงเวลาก็รู้เองแหละ มีอีกนิด เวลาเราต้องการให้ลูกโด่ง การขึ้นไม้ต้องหักข้อมือพับขึ้น เหล็กจะขึ้นในมุมชันเมื่อลงไม้เหล็กจะลงในมุมชันด้วย ที่ผมเห็นว่าอาจจะมีข้อผิด

พลาดกับนักกอล์ฟบ้างก็คือการใช้มือเข้าช่วยคล้ายๆ อยากจะช่วยตักลูกให้ลอยโด่งขึ้นเพราะแทนที่จะตักกลับกลายเป็นมือจะฉุดไม้ขึ้นมาทำให้ตีที่หัวลูกแทน เราต้องปล่อย

ให้หน้าไม้ทำงานของมันเองตามองศาของมัน”
“เท่าที่ฟังมาเหมือนกับจะไม่ให้มือไม่มีบทบาทอะไรเลยงั้นแหละ ทั้งที่มือเราจับไม้อยู่”
“ไม่ใช่ว่ามือจะไม่มีบทบาท มือมีบทบาทตอนที่ทำตามไม่ใช่นำหรือทำงานในจังหวะที่ควรทำ เช่นเร่งความเร็วเข้าหาลูกในจังหวะที่เหมาะสม หรือส่งไม้ไปยังทิศทางที่กำหนด

ไว้ ปานฯ เล่นๆ ไปก็จะเข้าใจมากขึ้นเอง”

ผมไม่พยายามที่จะขับรถช้าจนเกินไป อยากให้ถนนสายนี้ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือสิ่งที่ใจปรารถนา แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ยิ่งใกล้จุดหมายเข้าไปเพียงใดใจยิ่งอาลัยมาก

ขึ้นเพียงนั้นและลุ้นระทึกต่อไปว่าผมจะได้รับเชิญเยี่ยงค่ำวันนั้นอีกหรือไม่หนอ ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกจอดรถที่ไหนดี แต่คิดเอาเข้าข้างตัวเองว่าตรงหน้าประตูทางเข้า

อาคารที่เธอเคยบอกผมเองว่าตรงนั้นห้ามจอด ผมขับเลยไปจอดที่ริมกำแพงรั้วใกล้ที่จอดเดิมแต่ถัดเข้าไปอีกเล็กน้อย ผมดับไฟหน้ารถแต่ไม่ดับเครื่องยนต์

ปานฯ นั่งนิ่ง สายตามองไปเบื้องหน้าที่เป็นกำแพงและต้นปาล์มราวกับมีอะไรน่าดูเสียเต็มประดา มือทั้งสองวางประสานอยู่บนตัก ผมหันไปมองด้วยใจที่หวาดประหวั่น เธอ

หันมามองตอบในความสลัว คราวนี้ผมเป็นฝ่ายที่หลบสายตา ไม่ได้ตัดสินใจอย่างไรลงไป เหมือนสติที่เลื่อนลอยผมเอื้อมมือออกไป[กระผม]มมือของเธอไว้อย่างแผ่วเบา

แทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่ากล้าทำไปได้อย่างไร กินหัวใจมังกรมาหรือไร

ปานฯ ไม่ได้ดึงมือหนี ตรงกันข้ามเธอรับสัมผัสนั้นไว้และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแทบเป็นกระซิบว่า
“ปานฯ มีความสุขมากค่ะ”

เพียงคำพูดแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาได้ ผมคลึงนิ้วมือของเธอเบาๆ ตอบว่า
“ผมดีใจที่ทำให้ปานฯ มีความสุขได้”

ไม่ทันที่ผมจะรู้ตัวเพราะมัวก้มหน้า เธอขยับตัวอย่างรวดเร็วยื่นหน้ามาประทับริมฝีปากลงที่แก้มผมแล้วหันตัวกลับ เปิดประตูรถก้าวออกไปทันทีพร้อมสัมภาระ ก่อนที่เธอจะ

ปิดประตูลง เธอกล่าวขึ้นด้วยคำพูดที่ทำให้ผมสามารถนอนคิดไปได้ทั้งคืนว่า

“พรุ่งนี้ ปานฯ จะโทรหานะคะ ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ”

Read the rest of this entry »


มาต่อกันเลยนะครับ

บทที่ 5 - เหวี่ยง

เผลอแผลบเดียวเวลาผ่านไปชั่วโมงเศษโดยที่เรายังไม่ได้ตีลูกเลยสักแอะ ปานฯ คงรู้ว่าผมเหนื่อย เธอสั่งเครื่องดื่มจากบริกร ผมนั่งลงเคียงข้าง สายตาเหม่อมองไปเบื้องหน้าเห็นตาข่ายที่ขึงกั้นเป็นแนวทั้งด้านข้างและด้านหลังไกลออกไป แสงสว่างจากดวงไฟแรงสูงนับสิบๆ โดยรอบทำให้เห็นภาพเนินหญ้าเป็นหย่อมๆ ภาพสระน้ำเล็กๆ ที่ตั้งใจขุดให้ดูเหมือนสนามกอล์ฟจริง และต้นไม้ใหญ่น้อยที่ปลูกเอาไว้ไกลออกไปจนน่าสงสัยว่าจะโดนลูกกอล์ฟที่กระหน่ำตีเข้าใส่ไปสักแค่ไหน แล้วมันจะทนทานไปได้สักเพียงไหนหนอ

สายลมเย็นยามค่ำโชยมาไม่ขาดระยะ มันหอบเอาความหอมหวานของกลิ่นดอกเล็บมือนางตามขึ้นมาให้ได้ชื่นใจ เสียงหวานๆ ของหญิงสาวแสนสวยที่ถามขึ้นด้วยความห่วงใยทำให้ผมหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง

“เหนื่อยไหมคะ”
ผมส่ายหน้าแทนคำตอบ และเพราะรอยยิ้มหวานๆ อันเปรียบดังน้ำทิพย์ชโลมใจดึงหัวใจให้พองโตขึ้น ความที่ไม่เคยต้องสอนใครอย่างจริงจังมาคราวนี้ผมรู้ตัวว่าจะทำเล่นๆ คงไม่ได้ พอต้องมาเป็นครูจำเป็นเข้าจริงๆ ถึงรู้ว่าสมัยที่เรียนหนังสือนั้นถ้านักเรียนในชั้นเอาแต่เล่น เอาแต่คุย ไม่ตั้งใจเรียน ครูผู้สอนจะรู้สึกท้อแท้ขนาดไหน ในทางตรงข้ามหากนักเรียนเอาใจใส่ ตั้งใจเรียน กำลังใจที่อยากจะสอนไม่รู้ว่ามาจากไหน จะต้องพูดสักกี่ชั่วโมงก็ทำได้แม้จะแลกกับจำนวนเพียงน้อยนิดแต่ก็ยังอยากทำ คนที่เป็นครูได้ดีจึงต้องเป็นด้วยจิตวิญญาณจริงๆ

เมื่อผมเอาไม้กอล์ฟมาให้เธอจับในท่าจรด ผมอธิบายต่อว่า

“เพราะมือขวาอยู่ต่ำกว่ามือซ้าย ไหล่ขวาจึงต้องอยู่ต่ำกว่าไหล่ตามธรรมชาติของการจับไม้….”

ผมหยิบลูกกอล์ฟมาลูกหนึ่งวางตรงตำแหน่งที่หน้าไม้ บอกว่า

“และนี่คือตำแหน่งที่ลูกกอล์ฟตั้งอยู่ พอจะเข้าใจไหม?”
“ไม่เห็นจะมีอะไรที่จะไม่น่าเข้าใจนี่คะ”

ผมนึกในใจว่า ‘เอาเหอะ เล่นๆ ไปแล้วจะรู้เองแหละว่าที่น่าจะเข้าใจมันก็อาจหลงลืมไปได้ง่ายๆ หากไม่ได้ฝึกฝนอย่างเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ที่ฝรั่งเรียกว่า pre shot routine จึงมีความสำคัญก็ตอนนี้แหละ ตอนที่เราได้เตรียมตัวสำหรับการตีแต่ละลูกแต่ละครั้งไม่ให้ผิดพลาดไปอย่างน่าเสียดาย’

ผมบอกต่อว่า

“ผมจะสวิงให้ดูอีกครั้ง พยายามจำให้ติดตาจนสามารถนึกเป็นภาพได้ในสมอง จากนั้นให้ทำเลียนแบบ สวิงไปตามความรู้สึก ตามภาพที่เห็นตั้งแต่ต้นจนจบ หากมีอะไรไม่ถูก ผมจะบอกเอง”

ผมหยิบเหล็กขึ้นมาตั้งท่าและเหวี่ยงให้เธอดูหลายครั้ง

“ถ้าหลับตา จะพอนึกภาพออกไหม” ปานฯ ไม่ตอบ แต่หลับตาลงครู่หนึ่งแล้วลืมตาบอกว่า
“พอจำได้ค่ะ”
“ดีมาก งั้นลองเหวี่ยงไม้สวิงดูตามภาพนั้น ไม่ต้องไปซีเรียสว่าจะถูกหรือผิด แค่พยายามทำให้เหมือนตามภาพที่เห็นแล้วกัน”

หญิงสาวตั้งท่าจรดได้สวยงาม ท่าทางแบบนักกีฬาที่เตรียมพร้อม รูปร่างเพรียวๆ น่าจะไปแสดงแบบบนแคทวอล์คมากกว่า เธอเหวี่ยงไม้ขึ้นแล้วเหวี่ยงไม้กลับพยายามทรงตัวให้อยู่ในท่าจบแบบที่ผมทำให้ดูแต่ไม่เป็นผล เธอเงยหน้าขึ้นมองผมอย่างขอความเห็น ผมบอกว่า
“เอาใหม่ ทำไปเรื่อยๆ หลายๆ ครั้ง ผิดถูกช่างมัน จนรู้สึกว่าสวิงได้คล่องไม่ติดขัด แต่ละครั้งให้ตั้งท่าจรดใหม่ จับกริพใหม่ การจับกริพอยู่ในท่าเดิมนานๆ จะทำให้ข้อมือและแขนเกร็งได้ ปานฯ จึงต้องจับกริพใหม่ทุกครั้งที่สวิงไปแล้ว เหมือนเริ่มต้นใหม่ทุกครั้ง”

หญิงสาวตั้งท่าใหม่ จับกริพใหม่แล้วเหวี่ยงไม้ไป ผมเดินกลับมานั่งลงที่เก้าอี้ หลับตาปล่อยใจให้ล่องลอยไปอย่างไม่มีจุดหมาย ทั้งที่ภาพที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าดูน่าชม แต่ผมกลับหลับตา

เมื่อผมไม่ได้บอกให้หยุด ปานฯ ยังสวิงลมไปเรื่อย นานครั้งผมจึงเหลือบตาไปมองและเห็นว่าท่าทางการเหวี่ยงไม้สวิงลมคล่องแคล่วมากขึ้น

“ปานฯ ที่ผมอยากให้แก้มีอยู่นิดเดียวคือตำแหน่งของเข่าขวา ปานฯ ต้องรักษาลักษณะการย่อของเข่าขวาให้อยู่ในท่านั้นตลอดการสวิง ระวังอย่าให้มันยืดขึ้นนะ” ความจริงสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นข้อผิดพลาดยังมีอยู่อีกหลายอย่าง ครั้นจะบอกไปจนครบทุกอย่างก็เกรงว่าเธอจะทำได้ไม่ครบถ้วน และอาจเป็นผลเสียคือทำให้เธอเกร็งเพราะต้องระวังหลายจุดเกินไป

พอเธอสามารถรักษาลักษณะการย่อของเข่าขวาได้ อาการที่ผิดๆ อย่างอื่นก็ดีขึ้นด้วย ท่าทางการหมุนสวิงของเธอดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

“ปานฯ ผมว่าสำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนดีกว่า พรุ่งนี้คุณอาจเมื่อยขบไปหมดทั้งตัวก็เป็นได้ อีกอย่างผมหิวข้าวแล้ว เราหยุดพักทานข้าวกันเหอะ”
เธอมองหน้าผมอย่างงงๆ ถามว่า
“นี่จะไม่ให้ปานฯ ตีลูกเลยสักลูกหรือคะ?”
“ไม่อนุญาตครับ เหตุผลเพราะคุณยังมีบางอย่างที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อสวิงมีอะไรที่ยังบกพร่องอยู่ยังไงก็ตีลูกไม่ได้ ขืนให้คุณตีลูกผิดๆ ถูกๆ นอกจากจะเจ็บไม้เจ็บมือเสียเปล่าๆ เผลอๆ คุณอาจท้อใจไปเลยก็ได้ ใจเย็นๆ เถอะ ผมจะค่อยๆ แก้ให้ทีละอย่าง เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรผิดแล้ว การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ถูกต้องจะทำให้คุณตีลูกได้เอง ผมรับรองว่าคุณจะสามารถตีกอล์ฟเป็นเร็วกว่าคนอื่นที่ฝึกมาพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมสังเกตเห็นว่าคุณมีทักษะของการเป็นนักกีฬาอยู่ไม่น้อยและนั่นจะทำให้คุณเรียนรู้ได้เร็วขึ้น”

หญิงสาวหยิบผ้าขนหนูผืนเล็กที่เตรียมมาด้วยขึ้นซับหน้าที่พราวไปด้วยเหงื่อ ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางไม่ทำให้เธอสวยน้อยลงเลย เธอบอกว่า

“ปกติปานฯ จะว่ายน้ำค่ะ ที่คอนโดฯ มีสระว่ายน้ำ ปานฯ เลยว่ายทุกวันๆ ละหลายๆ รอบ ตอนเรียนหนังสือ ปานฯ ก็เล่นกีฬาหลายอย่างค่ะ”

หลังรับประทานอาหาร ผมเดินมาส่งเธอที่รถและกำชับว่า

“อยู่บ้านต้องทำการบ้าน คุณต้องหัดจับกริพให้ชำนาญ หิ้วไม้กอล์ฟไปด้วยทุกหนทุกแห่งแล้วหัดจับกริพตามที่ผมสอนให้และต้องทำทุกวันจนกว่าเราจะมาซ้อมกันอีกครั้ง”
“แล้วเราจะมาซ้อมกันอีกเมื่อไหร่คะ”
“เราค่อยนัดกันอีกที”
“ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเป็นธุระสอนให้” เธอยิ้มหวานทั้งใบหน้าและสายตา ผมยิ้มตอบตั้งท่าจะเดินจากไปแต่ต้องชะงักเพราะโดนยุดมือเอาไว้ มือเรียวนุ่มๆ ของเธอยัดแผ่นกระดาษเล็กๆ ใส่มือของผม ผมกำกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้แน่นราวกับจะกลัวว่ามันจะหลุดหายไป

Read the rest of this entry »


ออกตัวก่อนนะครับ เรื่องนี้ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง หรือว่ามาจากชีวิตผมแต่อย่างใดนะครับ
Credit : …… นาาาาานมากแล้ว จำไม่ได้อะ T__T

เริ่มตรงนี้นะครับ

บทที่ 1 - เริ่มต้น

ก่อนที่ผมจะทำงานที่นี่ บริษัทเดิมที่ผมทำงานด้วยเปรียบเหมือนแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยนางฟ้า สาวสวรรค์เดินกันให้ขวักไขว่ละลานตาไปหมดจนให้คะแนนไม่ถูกว่าใคร

สวยกว่าใครเหมือนไปดูประกวดนางงามจักรวาลยังไงอย่างงั้นที่เดียวเชียวล่ะ นั่นเป็นฝ่ายการตลาดซึ่งรวมฝ่ายขายเอาไว้ด้วย ฝ่ายเดียวที่ทำให้ผมจ้องตาเป็นมันดุจพยัคฆ์

จ้องจับเนื้อสมัน ถ้าจะให้บรรยายคงไม่รู้จบเพราะแต่ละนางนอกจากจะประชันกันแต่งกายชนิดสุดเลิศหรู ส่วนไหนโชว์ได้เป็นโชว์แหลกแล้ว รูปร่างและส่วน[แซด]ของแต่ละ

นางถ้าจับมาแต่งชุดง่ายน้ำแบบทู พีซ แล้วล่ะก็ตาไม่[กระผม]้งยิงค่อยมาต่อว่ากัน

ส่วนใบหน้านั้นจะเอาแบบไหนล่ะ แบบจุ๋มจิ๋มน่ารักก็มีเยอะ แบบท้าทายเซ็กซี่ก็มีไม่น้อย แบบสุภาพอ่อนโยน งดงามก็มีเป็นเทือก แบบหยาดเยิ้มเหมือนดูดกัญชามาก็เป็น

กระตั่ก สรุปแล้วคือแดนสวรรค์นั่นแหละ

และเป็นฝ่ายเดียวที่ทำให้ผมต้องเดินไปอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนง่วงนอน

ฝ่ายเดียวที่ผมไม่อยากไปและไม่เคยคิดจะไปเลยคือฝ่ายบัญชีและการเงินซึ่งเป็นฝ่ายเดียวที่มีสาวโสดแยะที่สุด หมายถึงโสดทั้งที่ไม่น่าจะโสดน่ะ แถมยังต้องเดินขึ้นบันได

ไปอีกหนึ่งชั้น ใช่ว่าจะเมื่อยอะไรหรอกนะ แต่ไม่น่าไป ถ้าเป็นฝ่ายการตลาด ต่อให้ต้องตะกายขึ้นไปสักสิบชั้นยังไงก็ยังต้องไป

ที่ว่าไม่น่าไปเพราะมองไปไหนนับได้เลยว่ามีกี่นางที่ไม่ใส่แว่นตา ดูให้เห็นๆ เลยว่ามีใครที่ยิ้มบ้าง ทรงผมก็ไม่ต่างไปจากยุค 60 เครื่องแต่งองค์ก็เหมือนขุดเอามาจากที่คุณ

ยายทิ้งไว้ให้

แต่หากจะบอกว่าไม่มีคนงามเสียเลยก็ดูจะเกินไป ก็มีอยู่บ้างแหละ แต่อย่าไปจีบเข้าเชียวเพราะคำถามที่เธอจะถามต่อมาจากการแนะนำตัวคือ “คุณคิดจะจริงใจกับฉันหรือ

เปล่า?” หรือ “คุณจะแต่งงานกับฉันเมื่อไร?” เป็นต้น แค่เป็นต้นนะครับ ยังมีคำถามอื่นๆ อีกมากมายที่รับรองได้ว่าไม่มีใครอยากได้ยิน

ส่วนฝ่ายอื่นๆ จะให้กล่าวถึงก็มีเพียงเล็กน้อยเช่น ฝ่ายกฎหมายที่วางตัวเหมือนเทวดา เห็นคนอื่นเป็นอ้ายเซ่อไปหมด นึกว่าตัวเองรู้กฎหมายก็พูดข่มเขาไปทั่ว เฉพาะที่นี่เท่า

นั้นนะครับ นักกฎหมายคนอื่นที่ดีๆ มีเยอะแยะ ไม่ยักจะเหมือนที่นี่

ฝ่ายธุรการและบุคคลก็แสนจะเรื่องมาก ขนาดม้วนกระดาษชำระยังให้พนักงานในฝ่ายคลี่ออกมานับเลยว่ามีทั้งหมดกี่แผ่นจะได้แบ่งสรรให้พนักงานได้ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่า

เอาสมองส่วนไหนมาคิด คุณว่าน่าทึ่งไหม

ที่บริษัทมีเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่เล่นกอล์ฟ อาจมีผมคนเดียวกระมังที่เล่นกอล์ฟทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร แต่จะว่าผมไม่ได้เป็นผู้บริหารก็ไม่ถูกนัก ผมก็บริหารในฝ่ายงาน

ของผมนั่นแหละ ฝ่ายที่ผมทำงานอยู่เรียกว่าฝ่ายวิจัยข้อมูล น่าเบื่อครับ เพราะวันๆ อ่านแต่หนังสือ เก็บข้อมูล ตัวเลข บ้าบอพวกนี้แหละ

เพราะผมเล่นกอล์ฟ เลิกงานผมจะไปซ้อมกอล์ฟบ้าง บางวันก็โดดงานไปเล่นกอล์ฟบ้าง ไม่มีความลับใดที่ปิดได้มิด ส่วนใหญ่ที่ปิดไม่มิดก็เพราะเจ้าตัวแหละที่เป็นคนแถลง

ไขออกมาเอง ผมก็เหมือนกัน อดไม่ได้หรอกที่จะคุยโม้ให้เพื่อนๆ ในที่ทำงานฟัง เมื่อความไม่ลับที่ผมเล่นกอล์ฟแพร่งพรายออกไป วันหนึ่ง…..

วันหนึ่ง พนักงานสาวแสนสวย หุ่นเพรียวลมสั่นไหวกระเพื่อมไปทั้งร่างชื่อสมมติว่า ปานจะกลืน เอ่ยกับผมขณะที่เราทานอาหารเที่ยงรวมกลุ่มกันอยู่ว่า

“คุณจะสอนให้ชั้นเล่นกอล์ฟหน่อยได้ไหม”

มีเหรอที่จะไม่ได้

Read the rest of this entry »


About me

สวัสดีครับ ทุกๆคน ผมมีนามว่า เดียร์ ยินดีต้อนรับทุกคนที่มาอ่าน Blog ผมนะครับ เกี่ยวกับผมเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่นี่เลย My Profile ! หวังว่าทุกคนจะมีความสุข ในทุกๆวันนะครับ
ไชโย ไชโย ไชโย ฮิ้วๆ

เดียร์

Recent comments

Free Web Hosting