ออกตัวก่อนนะครับ เรื่องนี้ผมไม่ได้แต่งขึ้นเอง หรือว่ามาจากชีวิตผมแต่อย่างใดนะครับ
Credit : …… นาาาาานมากแล้ว จำไม่ได้อะ T__T

เริ่มตรงนี้นะครับ

บทที่ 1 - เริ่มต้น

ก่อนที่ผมจะทำงานที่นี่ บริษัทเดิมที่ผมทำงานด้วยเปรียบเหมือนแดนสวรรค์ที่เต็มไปด้วยนางฟ้า สาวสวรรค์เดินกันให้ขวักไขว่ละลานตาไปหมดจนให้คะแนนไม่ถูกว่าใคร

สวยกว่าใครเหมือนไปดูประกวดนางงามจักรวาลยังไงอย่างงั้นที่เดียวเชียวล่ะ นั่นเป็นฝ่ายการตลาดซึ่งรวมฝ่ายขายเอาไว้ด้วย ฝ่ายเดียวที่ทำให้ผมจ้องตาเป็นมันดุจพยัคฆ์

จ้องจับเนื้อสมัน ถ้าจะให้บรรยายคงไม่รู้จบเพราะแต่ละนางนอกจากจะประชันกันแต่งกายชนิดสุดเลิศหรู ส่วนไหนโชว์ได้เป็นโชว์แหลกแล้ว รูปร่างและส่วน[แซด]ของแต่ละ

นางถ้าจับมาแต่งชุดง่ายน้ำแบบทู พีซ แล้วล่ะก็ตาไม่[กระผม]้งยิงค่อยมาต่อว่ากัน

ส่วนใบหน้านั้นจะเอาแบบไหนล่ะ แบบจุ๋มจิ๋มน่ารักก็มีเยอะ แบบท้าทายเซ็กซี่ก็มีไม่น้อย แบบสุภาพอ่อนโยน งดงามก็มีเป็นเทือก แบบหยาดเยิ้มเหมือนดูดกัญชามาก็เป็น

กระตั่ก สรุปแล้วคือแดนสวรรค์นั่นแหละ

และเป็นฝ่ายเดียวที่ทำให้ผมต้องเดินไปอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตอนง่วงนอน

ฝ่ายเดียวที่ผมไม่อยากไปและไม่เคยคิดจะไปเลยคือฝ่ายบัญชีและการเงินซึ่งเป็นฝ่ายเดียวที่มีสาวโสดแยะที่สุด หมายถึงโสดทั้งที่ไม่น่าจะโสดน่ะ แถมยังต้องเดินขึ้นบันได

ไปอีกหนึ่งชั้น ใช่ว่าจะเมื่อยอะไรหรอกนะ แต่ไม่น่าไป ถ้าเป็นฝ่ายการตลาด ต่อให้ต้องตะกายขึ้นไปสักสิบชั้นยังไงก็ยังต้องไป

ที่ว่าไม่น่าไปเพราะมองไปไหนนับได้เลยว่ามีกี่นางที่ไม่ใส่แว่นตา ดูให้เห็นๆ เลยว่ามีใครที่ยิ้มบ้าง ทรงผมก็ไม่ต่างไปจากยุค 60 เครื่องแต่งองค์ก็เหมือนขุดเอามาจากที่คุณ

ยายทิ้งไว้ให้

แต่หากจะบอกว่าไม่มีคนงามเสียเลยก็ดูจะเกินไป ก็มีอยู่บ้างแหละ แต่อย่าไปจีบเข้าเชียวเพราะคำถามที่เธอจะถามต่อมาจากการแนะนำตัวคือ “คุณคิดจะจริงใจกับฉันหรือ

เปล่า?” หรือ “คุณจะแต่งงานกับฉันเมื่อไร?” เป็นต้น แค่เป็นต้นนะครับ ยังมีคำถามอื่นๆ อีกมากมายที่รับรองได้ว่าไม่มีใครอยากได้ยิน

ส่วนฝ่ายอื่นๆ จะให้กล่าวถึงก็มีเพียงเล็กน้อยเช่น ฝ่ายกฎหมายที่วางตัวเหมือนเทวดา เห็นคนอื่นเป็นอ้ายเซ่อไปหมด นึกว่าตัวเองรู้กฎหมายก็พูดข่มเขาไปทั่ว เฉพาะที่นี่เท่า

นั้นนะครับ นักกฎหมายคนอื่นที่ดีๆ มีเยอะแยะ ไม่ยักจะเหมือนที่นี่

ฝ่ายธุรการและบุคคลก็แสนจะเรื่องมาก ขนาดม้วนกระดาษชำระยังให้พนักงานในฝ่ายคลี่ออกมานับเลยว่ามีทั้งหมดกี่แผ่นจะได้แบ่งสรรให้พนักงานได้ถูก ไม่รู้เหมือนกันว่า

เอาสมองส่วนไหนมาคิด คุณว่าน่าทึ่งไหม

ที่บริษัทมีเฉพาะผู้บริหารเท่านั้นที่เล่นกอล์ฟ อาจมีผมคนเดียวกระมังที่เล่นกอล์ฟทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร แต่จะว่าผมไม่ได้เป็นผู้บริหารก็ไม่ถูกนัก ผมก็บริหารในฝ่ายงาน

ของผมนั่นแหละ ฝ่ายที่ผมทำงานอยู่เรียกว่าฝ่ายวิจัยข้อมูล น่าเบื่อครับ เพราะวันๆ อ่านแต่หนังสือ เก็บข้อมูล ตัวเลข บ้าบอพวกนี้แหละ

เพราะผมเล่นกอล์ฟ เลิกงานผมจะไปซ้อมกอล์ฟบ้าง บางวันก็โดดงานไปเล่นกอล์ฟบ้าง ไม่มีความลับใดที่ปิดได้มิด ส่วนใหญ่ที่ปิดไม่มิดก็เพราะเจ้าตัวแหละที่เป็นคนแถลง

ไขออกมาเอง ผมก็เหมือนกัน อดไม่ได้หรอกที่จะคุยโม้ให้เพื่อนๆ ในที่ทำงานฟัง เมื่อความไม่ลับที่ผมเล่นกอล์ฟแพร่งพรายออกไป วันหนึ่ง…..

วันหนึ่ง พนักงานสาวแสนสวย หุ่นเพรียวลมสั่นไหวกระเพื่อมไปทั้งร่างชื่อสมมติว่า ปานจะกลืน เอ่ยกับผมขณะที่เราทานอาหารเที่ยงรวมกลุ่มกันอยู่ว่า

“คุณจะสอนให้ชั้นเล่นกอล์ฟหน่อยได้ไหม”

มีเหรอที่จะไม่ได้

บทที่ 2 - เตรียมตัว

ผมแทบจะสะกดใจตัวเองเอาไว้ไม่อยู่ ใจเต้นระทึกขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำถามนั้น ก็จะวางเฉยอยู่ได้ยังไงเมื่อปานจะกลืนเป็นหญิงสาวที่ทั้งสวยชนิดบาดตาแล้ว เธอยังมีรูป

ร่างที่สามารถเขย่าใจบุรุษทุกนามได้เหมือนพายุไต้ฝุ่นที่เมื่อผ่านไปตรงไหนก็พังพินาศราพนาสูรไปได้ทั่ว ถ้าจะเปรียบน่าจะเหมือนนางเตียวเสี้ยนในสามก๊กผู้ร่ายเสน่ห์ของ

นางจนพ่อลูกคือตั๋งโต๊ะและลิโป้ต้องห้ำหั่นกันจนตายกันไปข้างหนึ่ง

ผมสู้อุตส่าห์ตีสีหน้าให้เป็นปกติถามขึ้นว่า
“คิดยังไงถึงจะเล่นกอล์ฟ?”
“ก็คิดว่าถ้าเล่นกอล์ฟเป็นจะเป็นประโยชน์ต่องานน่ะสิ” เธอตอบพร้อมโปรยยิ้มน้อยๆ เหมือนหว่านคาถากำกับ
“ผมเล่นกอล์ฟเป็น ไม่เห็นจะเป็นประโยชน์ต่องานตรงไหนเลย” ผมถามไปเซ่อๆ
“ก็ถ้ารู้จักใช้ มันก็เป็นประโยชน์ มันแล้วแต่มั้งว่าจะใช้กอล์ฟไปแบบไหน” เธอตอบราวกับรู้มากเสียเต็มประดา ต่างจากผมที่แทบจะไม่ประสาเอาเลยจนตัวเองรู้สึกเป็นลูกไก่

ไม่ใช่ไก่อ่อนที่เพิ่งสอนขัน
“ปานสัญญาค่ะว่าจะไม่ให้คุณสอนฟรีๆ หรอก” มันเป็นประโยคที่ยุติคำถามทั้งสิ้นทั้งปวงเอาไว้ตรงนั้นเพราะแม้เธอจะไม่สัญญาว่าจะให้อะไรเป็นการตอบแทน ผมก็ล้นใจจะ

สอนกอล์ฟให้เธออยู่แล้ว

ปานจะกลืนเหมือนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะเล่นกอล์ฟให้เป็น เธอชวนผมไปร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟ ให้ผมช่วยเลือกไม้กอล์ฟทั้งชุดทั้งที่ผมไม่มีความรู้อะไรเลย

อาศัยคำบอกเล่าของพนักงานขายที่สาธยายราวกับไม้กอล์ฟเป็นไม้วิเศษ เธอเลือกร้องเท้า ถุงมือ ถุงกอล์ฟและอื่นๆ ที่ผมเห็นว่าจำเป็น

ที่มันที่สุดในวันนั้นเห็นจะเป็นตอนที่เธอชวนผมไปช้อปต่อที่ห้างสรรพสินค้าหรูหราแห่งหนึ่ง ผมแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเมื่อเธอเดินออกมาจากห้องลองเสื้อใน

ชุดกระโปรงบานๆ สั้นเหนือเข่าขึ้นมากว่าคืบโชว์เรียวขายาวที่เรียกน้ำลายของงูหนุ่ม งูเฒ่าให้ไหลย้อยได้อย่างไม่รู้ตัว ผมว่าเธอไม่ต้องหมุนตัวสวิงให้กระโปรงบานสั้นๆ

พเยิบพะยาบหรอก แค่ท่าจรดเฉยๆ ดึงก้นกลมๆ ออกด้านหลังให้มากๆ ลำตัวส่วนบนของเธอจะโน้มลงเองตามแรงโน้มถ่วงของโลกจนผมเกรงว่าเธอจะหัวคะมำด้วยน้ำหนักที่

ถ่วงอยู่ด้านหน้า

ลองนึกภาพนางงามจักรวาล มิสคานาดา นุ่งกระโปรงสั้นๆ ใส่เสื้อยืดตัวรัดๆ จนที่ท่วมม้นก็ล้นทะลักออกมาตามแรงอัด ประดับตั้งด้วยขายาวเรียว ในท่าจรดกอล์ฟดูเอาเองนะครับ

บทที่ 3 - บทนำ

และแล้วเย็นวันหนึ่งหลังเลิกงานเราก็นัดกันไปเจอที่สนามซ้อมกอล์ฟแห่งหนึ่ง แต่กว่าจะทำความเข้าใจกันได้ทำเอาผมหัวปั่นไม่น้อยเพราะเธอสงสัยว่าทำไมจะไปรถคัน

เดียวกันไม่ได้จะได้ไม่เปลืองน้ำมันและยังจะได้สนทนากันไปตามประสาหนุ่มสาว สนามซ้อมน่ะอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานหรอก แต่ผมก็มีเหตุผลของผม อย่างที่ผมบอกใน

ตอนต้นแหละว่าที่บริษัทไม่ได้มีคนสาวคนสวยเช่นเธอเพียงคนเดียวเมื่อไหร่ ยังมีอีกเป็นพะเรอเกวียน เรื่องอะไรที่ผมจะปิดช่องน้อยของตัวเอง ถ้าออกจากที่ทำงานกัน

เพียงลำพังสองต่อสองรับรองว่าจะต้องตกเป็นจำเลยแก้ข้อกล่าวหากันไม่รู้จบ ผมเลยอ้างไปส่งเดชว่า

“เดี๋ยวซ้อมกอล์ฟเสร็จผมต้องไปธุระต่อและเป็นคนละทาง”

ผมบอกปานจะกลืนด้วยว่าอย่าไปบอกให้ใครรู้ว่าเราไปซ้อมกอล์ฟกัน เธอทำหน้างงๆ อยู่เหมือนกัน ผมให้เหตุผลง่ายๆ ว่า

“เพราะผมไม่อยากสอนใครอีก ถ้าเกิดมีคนอื่นอยากเรียนขึ้นมาผมจะหาเวลาที่ไหน จะปฏิเสธก็ใช่ที่ หวังว่าปานฯจะเข้าใจ” เหตุผลน่าฟังไหมครับ ประการแรกผมอยากให้

เธอประทับใจว่าเธอเป็นหนึ่งเดียวที่ผมจะสอนกอล์ฟให้ สองคือไม่มีเวลาสำหรับใครอื่นอีกแล้ว ความจริงเป็นอย่างไรผมก็บอกไปแล้ว

เมื่อไปถึงสนามซ้อม ผมให้เธอเอาไม้กอล์ฟคือเหล็ก 7 ลงไปอันเดียว ตอนต้นเธอจะให้เด็กแบกถุงลงไปทั้งถุงซึ่งผมเห็นว่ายังไม่จำเป็น ส่วนผมก็เอาเหล็ก 7 ไปอันเดียว

เหมือนกันเผื่อว่าจะต้องสาธิตให้เธอชม

ตอนที่เราเดินเคียงกันเข้าไปในอาคารซ้อม ผมสังเกตเห็นสายตาหลายสิบคู่หันมามองเราเป็นตาเดียว ความจริงไม่ใช่เรา แต่เป็นมองเธอถึงจะถูก แต่ถ้าจะมองผมก็คงเป็น

เพราะด้วยความอิจฉาล่ะมากกว่า ปานจะกลืนแต่งกายรัด[กระผม]มดูทะมัดทะแมงเหมือนนักกีฬาอย่าง ชาราโพว่า ยังไงยังงั้น

ผมสั่งลูกกอล์ฟมาเพียงถาดเดียวตั้งใจเอาไว้สาธิตประกอบคำอธิบายไม่ได้คิดที่จะให้เธอตีลูกหรอก สำหรับบทเรียนในวันแรก ผมเริ่มอารัมภบทขึ้นว่า

“ก่อนที่ปานฯ จะเริ่มเรียนวิธีการทางเทคนิคในการสวิงกอล์ฟ ผมอยากให้ปานฯ ทำความเข้าใจเกี่ยวกับสวิงกอล์ฟเสียก่อนเพราะผมเชื่อว่าถ้าปานฯ เข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว

ปานฯ จะได้มีแนวความคิดของการสวิงอย่างถูกต้อง เมื่อมีทั้งความเข้าใจและแนวความคิดที่ถูกต้องแล้วเวลาจับไม้สวิงก็ดีหรือการพัฒนาต่อไปให้เล่นได้เก่งๆ จะทำได้ง่ายขึ้น

ปานฯ จะได้วาดมโนภาพของการสวิงขึ้นได้ในสมองซึ่งนั่นแหละเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุด…..” ผมมองลึกเข้าไปในดวงตาของเธอและต้องหลบสายตาเสียเองด้วยความขวย

ใจอย่างบอกไม่ถูก ส่วนปานฯ ตั้งใจฟังเป็นอย่างดีเหมือนนักเรียนตัวไม่น้อยที่ตั้งใจฟังครูในชั้นเรียน ผมอธิบายต่อว่า

“…..ฝรั่งใช้คำว่าสวิง นั่นก็คือการเหวี่ยงไม่ใช่ตี ถ้าใช้คำว่าตีเราอาจยกไม้กอล์ฟขึ้นมาแล้วตีลงไปที่ลูกก็ได้ แต่ถ้าเหวี่ยงหรือสวิงเราใช้แรงจากการหมุนซึ่งมีลักษณะเป็นการ

เคลื่อนที่เป็นวงกลม เหมือนนักกรีฑาขว้างค้อน รู้จักไหม เคยดูไหม?”

เธอพยักหน้าหงึกๆ ส่งตาค้อนผมเป็นวงเล็กๆ บอกว่า

“ปานฯ ไม่ได้อยู่หลังเขาขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนอยู่มหาลัยก็เคยไปดูเพื่อนๆ พี่ๆ ในสนามค่ะ”
“ก็ดี ถ้างั้นปานฯ คงเห็นว่าเวลาเขาจะขว้างค้อนออกไป เขาจะต้องหมุนตัวจนเร็วจี๋ เมื่อได้ที่ก็จะปล่อยมือให้ตัวค้อนนั้นเหวี่ยงออกไปตามแรง กอล์ฟก็เหมือนกันคือเราใช้แรง

เหวี่ยงซึ่งเกิดจากการหมุนของลำตัวพาให้แขน มือและไม้กอล์ฟเหวี่ยงออกไป เราเรียกแรงเหวี่ยงนั้นว่า แรงเหวี่ยงจากศูนย์กลาง ภาษาอังกฤษคือ centrifugal force พอจะ

วาดภาพออกไหม เข้าใจไหม”

“ออกค่ะ เข้าใจค่ะ”
“ดีมาก แต่เนื่องจากลูกกอล์ฟมันตั้งเฉยๆ อยู่กับที่ ไม่ใช่ฮ็อกกี้ที่เราต้องวิ่งไล่ลูก ดังนั้นเวลาเหวี่ยงไม้ ตัวที่ต้องหมุนจึงหมุนอยู่กับที่ ลักษณะการเคลื่อนที่ของตัวเราซึ่งมี

ลักษณะเป็นวงกลมนั้นจะเป็นวงกลมได้จะต้องเป็นยังไง?” ผมถามลองให้เธอพิจารณาตอบเอง เธอตอบทันทีว่า

“ต้องมีจุดศูนย์กลางที่คงที่สิคะ”
“ถูกต้องแล้วคร้าบ” ผมยิ้มพอใจกับคำตอบของเธอและนึกชมเชยในความเฉลียวฉลาดของเธอ

ผมอธิบายต่อไปว่า

“ดังนั้น ลำตัวของเราก็คือแกนกลางของการเคลื่อนที่โดยมีลำตัวช่วงล่างคือเท้าทั้งสอง ขาทั้งสองเป็นฐานในการรองรับการหมุนในขณะที่ลำตัวส่วนบนหมุนจนบิดเป็นเกลียว

เพื่อสร้างแรงเหวี่ยงให้เกิดขึ้น ผมจะแสดงให้เป็นตัวอย่าง”

ผมลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบเหล็กที่เตรียมมา แสดงท่าจรดและการเหวี่ยงไม้ให้เธอดูโดยไม่ได้ตีลูก หลังจากเหวี่ยงไม้ให้เธอดูสี่ห้าครั้ง ผมบอกเธอว่า

“พยายามจำภาพที่เห็นเอาไว้ เดี๋ยวจะสอนวิธีจับไม้ ท่าจรดและจะอธิบายไปด้วยว่าทำไม เพราะอะไร” ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าท่าทางของผมเวลาสวิงให้เธอดูจะสมควรเป็น

แบบหรือไม่ แต่คิดว่าอย่างน้อยให้เธอได้เห็นภาพเป็นแนวทางเอาไว้ เธอจะได้ทำได้ง่ายขึ้น

ตอนที่สอนเธอจับกริพ มันหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะไม่สัมผัสมือเรียวนุ่มคู่นั้น แต่ก็พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะไม่ให้เธอรู้สึกไม่ดีเพราะจริงๆ แล้วตอนนั้นเองที่ความรู้สึกของผมเริ่มเปลี่ยนไป สัญชาติญาณของความเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ หรือที่เรียกว่าครูกลับเข้ามาแทนที่ความรู้สึกอื่นแทบจะเรียกว่าโดยสิ้นเชิง

บทที่ 4 - จัดท่า

มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนที่ไว้เล็บยาวแล้วยัดมือลงไปในถุงมือ ผมแปลกใจไม่น้อยเมื่อเธอล้วงเอากรรไกตัดเล็บและที่ตะไบเล็บออกมาจากกระเป๋าถือและหั่น

เล็บยาวนั้นออกทีละนิ้วอย่างไม่เสียดายทั้งที่หลังเล็บระบายสี แต่งแต้มเป็นลวดลายอันวิจิตร ปานจะกลืนบอกว่า

“นี่ปานฯ เพิ่งจะไปทำเล็บมาเมื่อสองวันก่อนนี่เอง หมดไปตั้งหลายพัน นี่ถ้าปานฯ ไม่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะเล่นกอล์ฟให้ได้ล่ะก็ ปานฯ ไม่ยอมแน่”

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะว่าสาวๆ หมดเงินกับการทำเล็บเป็นจำนวนมหาศาลเพียงนั้น เพราะเมื่อเทียบกับคนที่อดมื้อกินมื้อแล้ว เงินจำนวนนั้นอาจใช้ดำรงชีพได้เป็นปี แต่เมื่อสภาพ

สังคมความเป็นอยู่ที่ต่างกันออกไป จะเอาอะไรมาเปรียบกันแสนจะลำบาก คนที่มีเงินทองจับจ่ายกันได้ไม่รู้จบก็ใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป คนที่ต้องหาเช้ารับประทานตอน

ค่ำอาจมีความสุขทางใจมากมายก่ายกองกว่าก็เป็นได้ เงินทองจึงไม่ใช่ตัวตัดสินได้หมดทุกอย่าง แต่ใจนี่สิที่เป็นตัวตัดสินว่าทุกอย่างจะจบลงที่ตรงไหน

ผมบอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมใจของผมเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อเห็นความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวของหญิงสาวที่จะเรียนกอล์ฟโดยมอบศรัทธาให้ผมเป็นผู้สอนแล้วผมจะทรยศต่อ

ศรัทธาของเธอได้อย่างไร จริงอยู่ที่ผมไม่อาจบอกอะไรได้เลยว่าเจตนาของเธอจริงๆ นั้นเป็นอย่างไร ครั้นจะคิดเลยเถิดไปใหญ่โตจะกลายเป็นเรื่องที่ฟุ้งซ่านและท้ายสุด

อาจตกอยู่ในความทุกข์ที่ถอนตัวได้ยากก็เป็นได้ สิ่งที่ผมคิดขึ้นได้ในตอนนั้นคืออยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด

ผมรู้ดีว่าสำหรับคนที่เพิ่งหัดเล่นกอล์ฟใหม่ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องง่าย ที่จะต่างกันสำหรับแต่ละคนคือความเร็วช้าในการเรียนรู้ หรือทักษะทางการกีฬาที่ต่างกันไป และที่ไม่

อาจจะกล่าวข้ามไปได้เลยคือความสามารถของผู้สอนที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ออกมา ให้ผู้เรียนได้เข้าใจได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ท้าทายโดยเฉพาะกับตัวผมเองที่ไม่เคยมี

ประสบการณ์ในการสอนมาก่อนเลย ทางเดียวที่จะเป็นไปได้คืออาศัยหลักเหตุและผล และประสบการณ์ในฐานะที่เป็นคนที่เคยไม่รู้มาก่อนเพื่อให้เข้าใจว่าคนที่ไม่รู้ต้องการอะไร

ผมแสดงท่าจรดให้เธอดูแล้วให้เธอทำเลียนแบบโดยยังไม่ได้ใช้ไม้กอล์ฟ ผมอธิบายว่า

“ที่เราต้องยืนให้เต็มฝ่าเท้าทั้งสองก็เพื่อให้สามารถทรงตัวได้อย่างมั่นคงระหว่างที่เราเหวี่ยงไม้ หากน้ำหนักตัวค่อนไปทางด้านหลังก็ดีหรือค่อนไปที่ปลายเท้าก็ดีเวลาเหวี่ยง

ไม้ตัวของเราซึ่งเป็นแกนอาจโยกเยก คลอนแคลน ไปทางซ้ายหรือขวา หรือยืดขึ้นยุบลงก็เป็นไปได้ทั้งนั้น ที่สำคัญที่สุดคือเราจะรู้สึกสบาย อาการเกร็งก็จะไม่เกิดขึ้น”

บอกตามตรงว่าผมรู้สึกพอใจที่ปานจะกลืนเป็นนักเรียนที่เอาใจใส่เป็นอย่างดี นั่นคือสิ่งที่ผู้สอนเกิดกำลังใจที่จะสอนไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเพียงไหน ผมอธิบายต่อไปว่า

“ที่เราต้องย่อเข่าทั้งสองเอาไว้และรักษาการย่อนั้นไว้ตลอดก็เพราะลักษณะดังกล่าวนั้น จะทำให้ลำตัวท่อนล่างมีพื้นฐานที่แน่นขึ้นเพื่อรองรับการทรงตัวของการเคลื่อนที่จาก

ด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่ง ส่วนที่สำคัญที่ช่วยในการทรงตัวคือก้น ก้นจะต้องยื่นออกไปเพื่อถ่วงดุลยจากการโน้มตัวจากเอวไปข้างหน้า”

ผมค่อนข้างจะแปลกใจที่เธอตั้งท่าได้สวยงามดี ไม่มีทีท่าเก้ๆ กังๆ อย่างที่ผมหวั่นใจแต่แรก ผมอดที่จะชื่นชมเธอไม่ได้
“ปานฯ ตั้งท่าได้สวยงามมาก คุณจะต้องเป็นนักกอล์ฟที่อนาคตไกลคนหนึ่งเชียวล่ะ” ปานฯ หันมายิ้มกว้างขวาง ฟันขาวซี่เล็กเรียงกันอย่างเป็นระเบียบดูงามตา

“ท่าทางที่สวยงาม เหมาะสมอย่างเป็นนักกีฬาเป็นพื้นฐานที่สำคัญ แม้จะตีไม่ดีแต่อย่างน้อยก็น่าดูล่ะ…..”
“ท่าดีมีชัยไปกว่าครึ่งใช่ไหมคะ?”
“ใช่เลย เอาล่ะ จากท่านี้ ปานฯ จะเห็นว่าแขนทั้งสองห้อยอยู่ข้างลำตัวเป็นมุมฉากกับพื้นดิน ต้นแขนทั้งสองจะติดกับลำตัวอยู่ จะบอกให้ว่าความสำคัญที่แขนทั้งสองยังติด

กับลำตัวก็คือการส่งผ่านหรือการถ่ายพลังจากการหมุนของลำตัวผ่านไปยังแขน ต่อไปยังไม้กอล์ฟ ภาษาอังกฤษเรียกว่า connection ถ้าท่อนแขนไม่ติดกับลำตัวระหว่าง

การสวิงซึ่งเกิดจากท่าจรดที่ไม่ถูกต้อง การส่งผ่านความเร็วหรือพลังจะไม่เกิดขึ้นเลย จะกลายเป็นว่าเราเอาแขนเหวี่ยงไม้ลงมาเฉยๆ ซึ่งนอกจากไม่มีพลังเต็มที่แล้วยังหา

ความแน่นอนไม่ได้เพราะแขนหรือมือที่เหวี่ยงลงมาจะสามารถเดินทางกลับมาได้หลายทิศทางมาก แต่ในการเล่นกอล์ฟ เราต้องการทิศทางที่แน่นอน ไม่ใช่หวดซ้ายป่าย

ขวาไปตามเรื่องตามราว เราจึงต้องใช้ลำตัวของเราซึ่งเป็นแกนในการควบคุม…..”

ความไม่คุ้นเคยกับการสาธยายอะไรยาวๆ ทำให้ผมเหนื่อยเอาการ เมื่อนึกถึงโปรกอล์ฟที่ต้องพูดและยืนทั้งวันทำให้ผมเห็นใจครูสอนกอล์ฟไม่น้อยเลยทีเดียว

โปรดติดตามตอนต่อไป >>>




Leave a comment


About me

สวัสดีครับ ทุกๆคน ผมมีนามว่า เดียร์ ยินดีต้อนรับทุกคนที่มาอ่าน Blog ผมนะครับ เกี่ยวกับผมเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่นี่เลย My Profile ! หวังว่าทุกคนจะมีความสุข ในทุกๆวันนะครับ
ไชโย ไชโย ไชโย ฮิ้วๆ

เดียร์

Recent comments

Free Web Hosting