บทที่ 13 - หนักใจ

ค่ำวันนั้น ผมกลับบ้านด้วยความเป็นสุขใจยากที่จะหาใดปาน รู้ตัวว่ายิ้มกับตัวเองมาตลอดทาง ใจที่เหม่อลอยกับฝันที่เฟื่องไปราวกับท่องไปในวิมานที่เต็มไปด้วยสิ่งสวยสดงดงาม ตัวนั้นเบาหวิวเหมือนล่องลอยไปบนปุยเมฆอันเย็นฉ่ำ ไต่ไปตามขอบรุ้งอันวิจิตรตระการตาแล้วคว้าสีสันหลายหลากโปรยไปให้ใครอื่นได้ชื่นชม ดุจละอองน้ำอันชื่นฉ่ำที่ชโลมหัวใจให้เบ่งบาน

ผมอยากแหกปากตะโกนให้ก้องโลก ให้คนทั้งหลายได้อิจฉา

ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้าน ผมต้องชะงักเมื่อเสียงห้าวๆ ของคุณพ่อดังขึ้นว่า

“เดี๋ยว พ่อมีอะไรจะคุยด้วยหน่อย”

ผมคงยิ้มแปลกๆ ทำให้คุณพ่อมองหน้าผมอย่างฉงน ผมเดินเข้าไปใกล้เกาะแขนพ่อแล้วดึงให้นั่งลงบนโซฟาตัวยาวพร้อมกัน

“ครับคุณพ่อ มีอะไรหรือครับ”
“ก็เรื่องเดิมๆ ที่พ่อเคยคุยกับลูกนั่นแหละ” น้ำเสียงของคุณพ่อฟังดูจริงจังแต่ไม่เคร่งขรึม
“คุณพ่อคุยกับผมเป็นพันเรื่อง เอาเรื่องไหนดีล่ะครับ” ผมไม่รู้จริงๆ ว่าคุณพ่อหมายถึงเรื่องไหน
“ลูกเป็นผู้ใหญ่มากแล้ว พ่อเองอายุก็มากขึ้นทุกวัน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้….”

ผมรู้แล้วว่าพ่อกำลังจะพูดเรื่องอะไรเลยพูดขัดขึ้นว่า
“พ่อเลยอยากให้ผมแต่งงานใช่ไหมครับ?”
“ใช่ ลูกจะได้เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวสักที มีความรับผิดชอบ”

ผมฟังแล้วไม่เข้าใจ
“ผมไม่มีความรับผิดชอบตรงไหนครับคุณพ่อ ผมมีงานทำ รับผิดชอบงานได้ดีหัวหน้าไม่เคยตำหนิ ไม่เคยหนักใจ เงินเดือนผมก็ไม่น้อย แล้วคำว่าผู้ใหญ่เต็มตัวจะวัดยังไงครับ?” น้ำเสียงผมเป็นปกติ ออกจะสดใสด้วยซ้ำ
“พ่อไม่ได้หมายความแบบนั้น พูดง่ายๆ คือ พ่ออยากให้ลูกแต่งงานนั่นแหละ”
“คุณพ่อไม่ต้องห่วง ถึงเวลาผมก็แต่งเองแหละ”
“แกจะให้พ่อตายก่อนหรือไงถึงจะแต่งน่ะ พ่อหมายความว่าเร็วๆ นี้ เพราะพ่อคุยกับแกเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว” เสียงของคุณพ่อเริ่มเครียดขึ้น เปลี่ยนสรรพนามเรียกผมจากลูกเป็นแก
“ก็ได้ครับ……..แต่ผมต้องถามเธอดูก่อนว่าเธอจะยอมแต่งกับผมหรือเปล่า”

ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มและหุบลงทันใดที่ได้ยินประโยคต่อมา และเปลี่ยนเป็นเครียดหนัก
“แกหมายถึงใคร?”
“คนที่ผมรักสิครับ”

คุณพ่อทะลึ่งตัวลุกขึ้นยืนทันทีที่ได้ยินถ้อยความจากปากของผม
“ความรักเหรอ…..” คุณพ่อจ้องหน้าผมอย่างดูแคลน “…..ไม่ว่าจะสมัยนี้หรือสมัยไหน ไม่มีความรักที่จะเทียบความเหมาะสม เจ้าชายจะไปคว้าหญิงไพร่มาเป็นคู่ครองมีแต่ในนิยายที่แต่งให้คนอ่านฝันเฟื่องไปก็เท่านั้น ความคิดของแกนี่แหละที่ยังเป็นเด็กอยู่วันยังค่ำ”

ผมอึ้ง ที่อึ้งเพราะผมไม่อยากต่อล้อต่อเถียงกับคุณพ่อมากกว่า ใจนั้นอยากจะประนีประนอมกับผู้บังเกิดเกล้า ไม่อยากทำให้เจ็บช้ำน้ำใจ หัวสมองของผมปั่นเร็วจี๋คิดคำนวณเอาไว้เสร็จสรรพ พูดเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า

“คุณพ่ออาจจะพูดถูก แต่ชีวิตเป็นของผมๆ ควรจะมีส่วนตัดสินใจอยู่บ้าง ผมขอแบบนี้แล้วกันนะครับ…..” ผมมองสีหน้าของคุณพ่อเห็นว่าสงบขึ้นจึงพูดต่อว่า
“…..ผมขอโอกาสได้สนทนากับหญิงที่คุณพ่อจะเลือกให้ คุณพ่อเองก็คงไม่อยากให้เธอคนนั้นมาแต่งงานกับผมด้วยความจำใจ ถ้าเธอคนนั้นยอมรับผมได้ ผมอาจจะยอมตามใจคุณพ่อสักครั้ง แต่ผมอยากให้คุณพ่อตระหนักสักนิดว่า ไม่มีอะไรเป็นสิ่งรับประกันได้ว่าชีวิตการแต่งงานจะต้องจบลงด้วยความสุขเสมอไป ไม่ว่าผมจะเลือกเองหรือคุณพ่อเลือกให้ ถ้าบังเอิญผมยอมตามที่คุณพ่อเลือกให้และหากบังเอิญไม่มีความสุข ผมไม่อยากให้คุณพ่อรู้สึกผิดที่เป็นคนเลือกให้ ผมอยากให้คุณพ่อคิดเสียว่านั่นเป็นเพราะสวรรค์บันดาลก็แล้วกัน แล้วผมจะไม่นึกตำหนิคุณพ่อเลย ผมไม่บังอาจเช่นนั้นเพราะผมรู้ดีว่าคุณพ่อปรารถนาดีต่อลูกเสมอ”

สีหน้าของคุณพ่อเหมือนปูนปั้น นิ่งอึ้งไป ก็แหม ผมอุตส่าห์ใช้สมองอันน้อยนิดเรียบเรียงไว้เป็นอย่างดี แต่ความหมายของผมมีมากกว่านั้น

ผมมีแผนอยู่ในใจของผมแล้วว่าผมจะต้องทำยังไง

ถามว่าผมหนักใจไหม ผมยอมรับว่าหนักใจอยู่

บทที่ 14 - สุดที่รัก

อารมณ์อันชื่นมื่นต้องสะดุดหยุดลงกลายเป็นความหนักใจเข้ามาแทนที่ ถ้าหากบังเอิญสิ่งที่ผมคิดไม่เป็นอย่างที่คิดผมจะบอกปานฯ ว่าอย่างไร จริงอยู่เราอาจจะยังไม่เคยเอ่ยปากฝากคำหวานแก่กันเลยสักครั้ง แต่ท่าทีที่มีต่อกันไม่จำเป็นต้องเอ่ยเป็นคำพูด มันเป็นภาพที่บรรยายได้ดีกว่าคำพูดเป็นหมื่นพัน มีแต่เพียงคนสองคนเท่านั้นที่รู้ที่เข้าใจ

ผมนอนก่ายหน้าผาก คิดไปสารพัดจับต้นชนปลายไม่ค่อยจะถูก จากความทุกข์อย่างหนึ่งกลายเป็นความทุกข์ใจอีกแบบหนึ่ง มันเหมือนสิ่งที่เกิดมาคู่กับชีวิตมนุษย์ที่แยกกันไม่ออก เรามักจะหลงไปกับรสของสัมผัสทั้งหลายทั้งปวง ที่พาเราไปสู่การเวียนว่ายในทุกข์อย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่รู้จะกี่ภพกี่ชาติ เกิดมาใหม่ก็ยังเป็นอยู่อย่างนี้ แล้วอะไรเล่าที่เป็นความสุขอย่างแท้จริง ผมจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้อย่างไร

ปานฯ รู้สึกแปลกใจที่เห็นผมขรึมไป ถามว่า
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมขรึมไป?”

จิตใจและสมองของผมมันปั่นป่วน คิดวนไปวนมาเหมือนหนูติดจั่นจนไม่ได้ยินที่ปานฯ ถาม เธอจับมือแล้วออกแรงบีบเบาๆ ผมมองหน้าเธองงๆ รอยยิ้มของเธอจางหายไปมีความสงสัยเข้ามาแทนที่

“คุณเป็นอะไรไปหรือเปล่า ปานฯ ถามคุณไม่ได้ยินหรือคะ?”
“อ๋อ เปล่าๆ ไม่มีอะไร ผมกำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่น่ะ” ผมโกหก
“งั้นสารภาพมาว่าคิดถึงใครอยู่”
“คิดถึงปานฯ มั้ง” ผมฝืนยิ้มชืดๆ
“ปานฯ อยู่ตรงนี้แล้วยังจะคิดถึงอยู่อีก เห็นปานเป็นเด็กอมมือหรือไง?”

คงจะเป็นเพราะความเอาใจใส่ที่เรามีต่อกันมาตลอด ความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นจึงไม่อาจรอดพ้นความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่งไปได้ แต่ผมไม่อยากบอกให้ปานฯ รู้ ไม่อยากสร้างความทุกข์ใจให้แก่เธอถ้าใจที่เธอมีแก่ผมเป็นจริงอย่างที่ผมหวัง ผมตอบเลี่ยงไปว่า

“ผมมีเรื่องหนักใจนิดหน่อย เป็นเรื่องทางบ้าน แต่ผมคิดว่าผมคงสามารถแก้ไขได้ แล้วผมจะเล่าให้ฟังทีหลังแล้วกัน” เธอบีบมือผมเหมือนปลอบโยน ให้กำลังใจ ดวงตาเธอบอกแบบนั้น ผมฝืนยิ้มอย่างเต็มแรง เปลี่ยนเรื่องคุย

“เสาร์นี้เราไปออกรอบกันไหมจ๊ะปานฯ?”

พอได้ยินคำว่ากอล์ฟ สีหน้าของเธอเบิกบานขึ้นมาทันที เป็นธรรมชาติของคนเล่นกอล์ฟ โดยเฉพาะคนที่เพิ่งเริ่มเล่น ไม่มีใครเลยที่จะปฏิเสธความคันในหัวใจถ้าจะได้ไปออกรอบ

ปานฯ ถามว่า

“ว่าแต่ คุณคิดว่าฝีมือกอล์ฟของปานฯ จะทำให้คนอื่นเค้าต้องรำคาญไหมถ้าจะไปเล่นวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่คนเล่นกันเยอะๆ น่ะ?”
“ไม่หรอก ฝีมือของปานฯ ดีกว่าที่ผมคิดเอาไว้เยอะเชียว” ผมพูดความจริง ฝีมือโดยรวมของเธอนับว่าใช้ได้ดีทีเดียว ผมยังคิดเลยว่าหากเธอได้ซ้อมหรือเล่นต่อไปอย่างสม่ำเสมอ ปานฯ จะต้องเป็นนักกอล์ฟที่ดีคนหนึ่ง
“งั้น วันเสาร์นี้พาปานฯ ไปออกรอบอีกนะคะ”
“ได้สิ”

ผมไปรับปานฯ แต่เช้ามืดของวันเสาร์ สองวันนับแต่วันที่คุณพ่อคุยเรื่องนั้น ผมค่อยรู้สึกดีขึ้น เมื่อพอจะปรับความคิดให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ชัดเจนขึ้น ความรู้สึกจึงปรับดีขึ้นตาม ผมขับรถมุ่งลงใต้ ปานฯ ไม่ได้ถามสักคำว่าผมจะพาเธอไปเล่นกอล์ฟที่สนามไหน

“หน้าตาคุณดูสดใสขึ้นนะคะ” เธอยิ้มพลางเอื้อมมือมาจับมือผมไว้
“สองวันก่อนดูไม่ดีเลยเหรอ?” ผมถามอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงนัก
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะ แต่ช่างเถิดค่ะ ตอนนี้คุณดีขึ้นแล้วปานก็เป็นสุขแล้วค่ะ”

ภูมิประเทศสองข้างทางไกลออกไปสุดสายตามีแต่ทุ่งนาโล่งๆ คลุมด้วยหมอกจางๆ ในความสลัวยามอรุณใกล้รุ่ง มีต้นตาลสูงชะลูดขึ้นกระจัดกระจายไปทั้งสองฟาก เมื่อทิวเขายาวปรากฏต่อสายตาเบื้องหน้า เป็นสัญญาณบอกว่าเราออก[ha]งนครหลวงมาพอสมควรแล้ว ปานฯ ชี้ให้ผมดูควายที่นอนจมอยู่ในปลักราวกับมันเป็นสัตว์ประหลาด ความจริงก็ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นเพราะควายที่เราเคยเห็นกลาดเกลื่อนตามท้องนาในสมัยก่อนไม่ว่าจะไปทิศทางไหน แต่ตอนนี้มันกลับหาดูได้ยากขึ้นยกเว้นในชนบทที่[ha]งไกลออกไปจริงๆ ชาวนาคงใช้ควายเหล็กทำนาแทน

ทิวเขาที่เห็นจางๆ เมื่อครู่ค่อยชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ ความยาวเหยียดที่ทอดไปไม่เสมอกัน บางตอนสูง บางตอนต่ำสลับกันไปมาเหมือนมังกรยักษ์ในเทพนิยายที่สงบอยู่ ที่เห็นว่าทิวนั้นจะสิ้นสุดลงที่ใดที่หนึ่งแต่แล้วกลับมีอีกทิวหนึ่งซ้อนขึ้นมาอีก ซ้อนขึ้นมาอีก ทิวแล้วทิวเล่าจนหาที่สุดไม่ได้ ดวงอาทิตย์ที่ตอนแรกแทรกตัวหลังหลืบเขาแค่ทอประกายเป็นสีทองจางๆ บัดนี้เริ่มดันตัวผ่านหลังเขาขึ้นมาอย่างช้าๆ ส่องแสงกระจ่างตาปลุกชาวพาราให้ออกทำมาหากิน

ทางเข้าถึงสนามกอล์ฟค่อนข้างสลับซับซ้อนลึกเข้าไปจากถนนหลวงพอสมควร สนามตั้งอยู่เชิงเขาที่มองเห็นเมื่อครู่ เรารับประทานอาหารเช้าที่คลับเฮ้าส์ที่ตั้งอยู่บนเนินสูง

“ดูท่าทางสนามจะสวยมากนะคะ” ปานฯ เอ่ยขึ้นพลางสูดอากาศยามเช้าเข้าเต็มปอด
“สวยครับ เป็นสนามหนึ่งที่ผมชอบมาก วันนี้ปานฯ จะได้เรียนรู้วิธีการเล่นจากสนามที่ไม่ใช่พื้นราบอย่างที่เคยเล่น”
“มันต่างกันมากหรือคะ”
“ค่อนข้างมากและต้องรู้วิธีเล่น วิธีจรด การวางตำแหน่งลูกและอื่นๆ อีกมากมาย”
“น่าสนุกนะคะ”
“ครับ กีฬากอล์ฟจึงเป็นกีฬาที่ท้าทายทำให้ผู้เล่นต้องเรียนรู้วิธีในการที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เฉพาะหน้าและจำเป็นต้องวางแผนในการเล่นให้ดีด้วย”

เราค่อนข้างจะโชคดีที่จำนวนผู้เล่นวันนี้มีไม่มากนัก ตอนที่เราลงไปที่แท่นทีหลุม 1 นั้นมองไม่เห็นใครอยู่บนกรีนเลย ลมค่อนข้างสงบ พื้นสนามยังมีน้ำค้างจับอยู่เต็มมองดูขาวโพลนไปทั่ว มีรอยเท้าย่ำเป็นทางให้เห็นเป็นบางช่วง

ผมอธิบายให้ปานฯ ฟังเมื่อลูกอยู่ในทำเลที่เป็นทางลาดขึ้นว่า

“ลูกในทำเลลักษณะนี้ เราจะจรดตามปกติที่เราเคยจดไม่ได้ การเล่นทุกช็อตในกอล์ฟ เราต้องวางจัดตัวเราให้ขนานไปกับพื้นที่หรือทำเลนั้นๆ หรืออีกนัยหนึ่งคือการวางแกนสันหนังให้เป็นมุมฉากกับทำเลนั้น เพื่อให้เราสามารถสวิงตีลูกได้ตามแนวของวงสวิงของตัวเรา อย่างลูกแบบนี้ซึ่งเป็นทางลาดขึ้น เราจะต้องจัดวางไหล่ของเราให้ขนานกับพื้นที่ น้ำหนักตัวจึงอยู่ค่อนมาทางเท้าขวาตามธรรมชาติ ตำแหน่งลูกจึงต้องอยู่ค่อนไปทางเท้าซ้ายเพราะจุดต่ำสุดของวงสวิงเราเปลี่ยนไปจึงต้องปรับให้มันสมดุลยกัน…..

…..วิธีการเล็งไปที่เป้าหมายก็ต้องปรับด้วยเพราะลูกลักษณะนี้เมื่อเราสวิงตีลูกออกไป หน้าไม้จะพาให้ลูกโค้งไปทางซ้าย เวลาเล็งเราจึงต้องเล็งไปทางขวาเผื่อให้ลูกโค้งกลับมายังเป้าหมายที่เราต้องการ”

ปานฯ ไม่เข้าใจ ถามว่า

“แล้วทำไมลูกถึงจะเลี้ยวโค้งมาได้คะ?”
“ผมอยากให้นึกภาพแบบนี้ สมมติให้ตัวเรากำลังยืนตีอยู่บนสะพานแขวนและวาดภาพการเดินทาง
ของลูกไปด้วย ถ้าสะพานนั้นขนานไปกับพื้นดินก็ไม่มีปัญหา แต่หากเรายกปลายสะพานด้านหน้าขึ้นภาพลักษณะการเดินทางของลูกจะไม่เดินทางเป็นเส้นตรงแล้ว แต่มันจะเดินทางไปตามสภาพของทำเลนั้นๆ ซึ่งเกิดจากทั้งการจัดวางตัวของเราที่เปลี่ยนไป และมุมหรือองศาของหน้าไม้ที่เดินทางเข้าปะทะลูก

ในทางตรงข้าม ถ้าเรายกปลายสะพานอีกด้านหนึ่งขึ้นลองนึกภาพดูสิว่าตัวเราจะเอียงไปทางไหน การจัดวางลำตัวก็ต้องทำในลักษณะตรงข้ามกับอีกแบบหนึ่งที่อธิบายไปแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อดูว่าเราควรวางตำแหน่งลูกยังไงคือตั้งท่าให้ถูกแล้วซ้อมสวิงให้หน้าไม้ผ่านไปบนหญ้าแล้วดูว่า จุดต่ำสุดของมันอยู่ตรงไหน นั่นแหละคือตำแหน่งที่ควรจะเป็น”

ปานฯ ยกมือขึ้นเกาศีรษะ บ่นว่า

“ดูมันจะไม่ง่ายเลยนะคะเพราะถ้าเกิดสะพานที่ว่าตะแคงซ้ายหรือขวาล่ะ”
“ใช่เลย ถ้าเกิดสะพานตะแคงจากขวาไปซ้ายเราจะทำยังไง เราจะถอยตัวออกมาโดยที่ยังจับกริพที่ปลายสุดไม่ได้เพราะจะทำให้ท่าทางในการจรดลูกของเราไม่ถูกต้อง เราต้องยืนในลักษณะเดิมแต่จับกริพให้ต่ำลงไปมากเท่าที่จำเป็นเท่าที่มันจะสัมพันธ์กับความความเอียงของพื้นที่นั้น และแน่นอนลูกที่ตีออกไปจะเลี้ยวโค้งไปทางซ้ายตามแนวของพื้นที่นั้น เวลาเล็งเราต้องเล็งเผื่อจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความลาดเอียง หากสะพานตะแคงอีกด้านหนึ่งเราก็จะต้องปรับตรงข้าม”

เราเล่นกอล์ฟไปชมธรรมชาติและคุยกันไป สิ่งหนึ่งที่ค้างอยู่ในใจที่แม้ผมจะค่อนข้างมั่นใจว่าปานฯ คงพอใจผมอยู่เช่นกันแต่ผมก็ยังอยากที่จะได้ยินจากปากของเธอเพื่อยืนยันว่าความมั่นใจของผมนั้นถูกต้อง เพราะมันหมายถึงกำลังใจ ผมเอ่ยขึ้นว่า

“ปานฯ ผมมีอะไรจะถามปานฯ อย่างหนึ่ง และผมต้องการคำตอบที่ตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวว่าผมจะรู้สึกยังไงเพราะผมโตแล้ว โตพอที่จะยอมรับความจริงได้ไม่ยาก ปานฯ สัญญาได้ไหมว่าจะตอบผมตามความเป็นจริง”

เธอหยุดเดิน หันมามองผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย บอกว่า
“ปานฯ สัญญาค่ะว่าจะตอบตามความเป็นจริง”
“ดี…..ถ้าเช่นนั้น ผมอยากจะถามปานฯ ว่าในความรู้สึกของหัวใจของปานฯ ที่มีต่อผมเป็นยังไงบ้าง?”
“คุณหมายความว่าปานฯ รักคุณหรือเปล่าใช่ไหมคะ?”

เราต่างมองลึกลงไปในดวงตาของกันและกันคล้ายกับจะให้มันเป็นพยานแห่งความจริง

“ใช่”
“คุณไม่คิดหรือว่ามันจะเป็นการเอาเปรียบเกินไปที่ให้ฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายบอกฝ่ายชายก่อนโดยเฉพาะในเรื่องแบบนี้”
“ปานต้องการให้ผมบอกปานฯ ก่อน?”
“ค่ะ”

ผมรวบมือเธอทั้งสองมา[กระผม]มไว้มั่น ดึงเธอเข้ามาใกล้ กระซิบกับเธอว่า
“ผมรักคุณ”

เธอกระซิบกับผมบ้างว่า
“ปานฯ ก็รักคุณค่ะ”

ผมรั้งร่างนั้นเข้ามากอด สายลมกรรโชกมารุนแรงวูบหนึ่ง หยาดน้ำค้างที่ยังคงเหลืออยู่บนใบไม้ร่วงกราวเป็นละออง เมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้าถักทอเป็นสายรุ้งเล็กๆ จางๆ บนฟ้าเหนือศีรษะของเรา

บทที่ 15 - สวรรค์เบี่ยง

สายฝนที่กระหน่ำลงมาราวฟ้าแตกเมื่อตอนหัวค่ำถอนเอาต้นไม้ในบริเวณบ้านไปหลายต้น ที่แข็งแรงก็รักษากิ่งก้านเอาไว้ไม่ได้หักโค่นไปไม่น้อย แต่ตอนนี้พระพิรุณกลับปราณีเพียงโปรยปรายหยาดฝนเป็นละอองให้ความชุ่มฉ่ำเย็นสบายแก่มวลสัตว์โลก เสียงกบ อึ่งอ่างครางกันระงมร้องหาคู่ ผมอวยชัยให้มันโชคดีได้เจอคนที่มันรักอย่างที่ผมเป็น

เก้าอี้ผ้าใบรับน้ำหนักไม่มาก ผมนอนโยกตัวอย่างสบายอารมณ์ที่ระเบียงห้อง พยายามค้นหาดวงดาวบนฟ้าเหมือนงมหาเพชรในมหาสมุทร มันโดนเมฆหมอกบดบังเอาไว้สิ้น แม้กระทั่งจันทร์ที่เคยกระจ่างฟ้ากลับหม่นมัวไม่สดใสแม้จะเต็มดวงก็ตาม แต่เชื่อไหมว่าใจของผมกลับสว่างจ้า ไม่คาดคิด ไม่คาดฝันว่าผมจะสามารถชนะใจของหญิงสาวคนหนึ่งที่งดงามดุจเทพธิดา – มันเป็นเพราะกอล์ฟแท้ๆ

ผมเคลิ้มหลับไป แต่ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้างๆ ขอให้เป็นสุดที่รักของผมเถิดที่เรียกมา เมื่อยกโทรศัพท์ขึ้นมองหน้าจอ ผมยิ้มแก้มแทบปริ พยายามทำเสียงให้หล่อที่สุด
“ผมกำลังคิดถึงปานฯ อยู่พอดี”

แต่เสียงจากปลายสายอีกฟากหนึ่งทำให้หัวใจของผมหล่นวูบ มือไม้เย็นวาบแทบไม่มีเรี่ยวแรง แทนที่จะเป็นเสียงหวานๆ ของเธออย่างเคยกลับเป็นเสียงสะอื้นไห้อย่างรุนแรง ปานฯ กำลังร้องไห้เหมือนเด็กๆ เพราะเธอร้องไห้ออกมาโฮใหญ่

ผมตะโกนกรอกเสียงเรียก
“ปานฯ ปานฯ ปานฯ ร้องไห้ทำไม ใครเป็นอะไร ปานฯ เป็นอะไร บอกผมก่อน”

เธอยังร้องไห้เสียงดัง พูดเสียงกระท่อนกระแท่นแทบจับไม่ได้ความ
“คุณ…….คุณ…..มา……หา…….ปานฯ……หน่อย ได้ไหมคะ?”
“ผมจะไปเดี๋ยวนี้”

ผมเผ่นพรวดกลับเข้าห้อง เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวอย่างรวกๆ คว้า[กระผม]ญแจรถได้เผ่นพรวดจากห้องนอน ผ่านห้องนั่งเล่นที่คุณพ่อและคุณแม่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ ผมไม่มีเวลาที่จะบอกกล่าวอะไร เพียงพูดขึ้นสั้นๆ ว่า
“ผมจะออกไปธุระข้างนอกหน่อย”

เป็นครั้งแรกที่ผมรีดเอาแรงม้าจากรถของผมออกมาจนหมด มันทะยานพุ่งไปข้างหน้า ทิ้งฝุ่นให้ตลบคละคลุ้งไว้ข้างหลัง หัวสมองของผมสับสนยิ่งกว่าเส้นด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง มีคำถามเกิดขึ้นมานับไม่ถ้วน มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้ปานฯ ต้องร้องไห้มากมายขนาดนั้น ญาติพี่น้อง พ่อหรือแม่หรือเปล่าที่อาจเสียชีวิตอย่างกะทันหัน หรือเธอถูกใครข่มเหงรังแกเข้า หรือทรัพย์สมบัติทางบ้านถูกยึดกลายเป็นบุคคลล้มละลาย หรือฯลฯ

ทันทีที่รถของผมปักหัวผ่านประตูเข้าไปพบปานฯ ยืนคอยท่าอยู่แล้ว เธอสาวเท้าตรงมาที่รถ เปิดประตูก้าวขึ้นมานั่ง เธอบอกสั้นๆ ว่า
“ไปก่อนเถิดค่ะ ไปไหนก็ได้”

ผมขับรถออกจากที่นั่น เหลือบมองดูเห็นเธอก้มหน้าลงกับมือทั้งสอง สะอื้นไห้ออกมาอีกครั้ง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมรู้สึกใจเสียอย่างบอกไม่ถูก ความสงสารเกิดขึ้นมาอย่างท่วมท้นหัวใจจนอยากจะร้องไห้ออกมาพร้อมๆ กับเธอ ผมดึงมือหนึ่งของเธอมา[กระผม]ม บีบเบาๆ เป็นการปลอบใจและให้กำลังใจ นึกว่าจะทำให้ดีขึ้น แต่ปานฯ กลับสะอื้นไห้ออกมาอีกครั้งหนึ่ง มือของผมเปียกปอนไปด้วยน้ำตา

ผมขับรถไปอย่างไร้จุดหมาย แต่จะขับไปเรื่อยแบบนี้ได้อย่างไร ผมอยากหาที่สงบๆ ที่ไหนสักแห่งที่ผมจะได้คุย ได้สอบถามให้รู้เรื่อง ผมนึกถึงทางเข้าสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งขึ้นมาได้ มันอยู่นอกเมืองออกมาไม่ไกลและอยู่ในเส้นทางที่ผมกำลังบ่ายหน้าไป

ถนนทางเข้าสนามกอล์ฟเส้นนั้นค่อนข้างสงัด ผมจอดรถที่ริมทาง ดับไฟหน้ารถแต่ปล่อยเครื่องยนต์ให้ติดไว้
“ปานฯ บอกผมได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เสียงผมแทบเป็นเสียงกระซิบ เธอไม่ตอบ แต่โผทั้งร่างเข้ามากอดผมไว้แน่นและร้องไห้โฮออกมา

ผมทำอะไรไม่ถูก มือหนึ่งลูบแผ่นหลัง อีกมือลูบศีรษะอย่างทะนุถนอมเป็นการปลอบโยน เธอร้องไห้อยู่อย่างนั้นเป็นนานราวกับวิญญาณถูกกระชากลงนรกก็ไม่ปาน ผมได้แต่ถอนหายใจเฮือกๆ รอจนกระทั่งเธอค่อยสงบลงบ้าง
“ปานฯ บอกผมหน่อยสิว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นอะไร”
“ปานฯ ไม่ยอม……ปานฯ ไม่ยอม” เธอพูดแค่นั้นแล้วร้องไห้ต่ออีกคำรพหนึ่ง

“ปานฯ…..ไหนบอกผมสิว่าเกิดอะไรขึ้น ปานฯ ไม่ยอมอะไร” เสียงผมเครียดขึ้น
“คุณพ่อค่ะ คุณพ่อ”
“คุณพ่อเป็นอะไร?”
“คุณพ่อใจร้าย…..คุณพ่อบังคับใจปานฯ”
“คุณพ่อบังคับอะไรปานฯ บอกผมสิ”

ใจผมเริ่มเสีย กริ่งเกรงไปก่อนว่าปานฯ อาจจะถูกคุณพ่อบังคับอย่างที่ผมถูกพ่อบังคับก็เป็นได้ และนั่นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่ผมจะรับได้

สายฝนที่พรำมาตลอดกลับหนักขึ้นทุกที เม็ดฝนนับล้านๆ สาดกระทบเข้ากับรถเสียงดังลั่นไปหมด มันกำลังร่ำไห้ให้กับเราทั้งสอง

ปานฯ พูดขึ้นด้วยเสียงอันสั่นสะท้านว่า
“ปานฯ อยากตาย”

ผมถึงกับใจหายวูบที่ได้ยินคำนั้น ปานฯ ไม่ใช่หญิงสาวที่อ่อนแอขนาดนั้น เธอเป็นหญิงสาวที่มั่นคงในจิตใจ เป็นคนที่แข็งแกร่ง เป็นผู้หญิงที่มีเหตุมีผลที่สุดคนหนึ่ง แล้วอะไรที่ทำให้เธอพูดออกมาแบบนั้น แบบคนสิ้นคิด
ผมพูดเสียงกร้าวว่า
“ปานฯ พูดแบบนี้ได้ยังไง ปัญหาไม่ว่าจะใหญ่คับฟ้าเพียงใดย่อมมีทางแก้ไขทั้งสิ้น อย่าพูดแบบนี้อีกนะ”
“แต่ปัญหาของปานฯ ไม่มีทางแก้ไข”
“มีสิ ยังไงก็ต้องมี ไหนบอกผมสิว่าคุณพ่อบังคับอะไรปานฯ”

เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง พูดเสียงสั่นเครือว่า
“คุณพ่อ…..บังคับ……ให้ปานฯ……แต่งงาน”

แล้วความกลัวอย่างร้ายกาจที่เหมือนมัจจุราชมาคร่าเอาวิญญาณไปที่ผมสังหรณ์ใจอยู่ก็เป็นความจริง ผมกัดฟันกรอดคิดตำหนิในความอาภัพรักของเรา เรื่องของผมยังไปไม่ถึงไหน ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ยังมีเรื่องของปานฯ เข้ามาแบบเดียวกันอีก มันกลายเป็นเชือกที่ถูกผูกขึ้นเป็นสองปมซ้อนกัน

ผมรีบตั้งสติใหม่ สติเท่านั้นที่จะช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ พูดขึ้นอย่างจริงจังว่า
“ปานฯ ฟังผมนะ ตั้งใจฟังให้ดี…..”

ผมประคองใบหน้าของเธอที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาขึ้น
“…..ปานฯ รู้ไหมว่าจะต้องแต่งงานกับใคร”
“ไม่ทราบค่ะ”
“อ้าว! คุณพ่อไม่ได้บอกหรอกหรือ”
“ ไม่ทันที่คุณพ่อจะบอกอะไร พอคุณพ่อพูดเรื่องที่ปานฯ ต้องแต่งงานกับคนที่คุณพ่อเลือกให้เท่านั้น เราก็มีปากเสียงกันรุนแรง คุณพ่อ…..คุณพ่อตบหน้าปานฯ ด้วยค่ะ” เธอสะอื้นขึ้นมาอีกครั้ง
“เอาล่ะ ใจเย็นๆ ไว้ก่อน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปานฯ จะต้องแต่งวันนี้หรือพรุ่งนี้นี่นา”
“คุณพ่อบอกว่าเร็วที่สุดค่ะ”
“แสดงว่าปานฯ ก็ยังไม่เคยพบเห็นว่าที่เจ้าบ่าวของปานฯ ว่าที่เจ้าบ่าวของปานฯ ก็ยังไม่เคยเห็นปานฯ ไม่ใช่หรือ”
“ยังค่ะ”
“ความหวังก็ยังมีอยู่ว่า ถ้าเขาคนนั้นไม่ตกลงปลงใจกับปานฯ ๆ ก็ไม่ต้องแต่งไม่ใช่เหรอ”
“ก็แล้วจะเป็นไปได้ยังไงล่ะคะ”
“เป็นไปได้สิ ถ้าปานฯ ทำให้เขาไม่ชอบได้ หรือหาทางทำให้มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องเช่น ทำนายทายทักว่าไม่ใช่เนื้อคู่กันหรือร้ายกว่านั้นอาจมีใครคนหนึ่งเป็นไป หรือทางสุดท้ายคือ หนีไปกับผมถ้าไม่มีทางออกจริงๆ ตอนนี้ใจเย็นๆ ไปก่อน ผมเดาว่าคงมีสักวันแหละที่คุณพ่อปานฯ จะต้องหาวันให้ปานฯ กับเขาคนนั้นได้พบกัน เหมือนการแนะนำตัวแหละ แล้วดูว่าเขามีท่าทีอย่างไร เขาอาจจะไม่เสน่หาปานเลยสักนิดก็เป็นไปได้” ผมพูดไปเท่าที่จะนึกได้ในตอนนั้น พูดให้เธอเอาไปคิดถึงความเป็นไปได้ เธอจะได้เลิกคิดถึงการคิดสั้นอย่างที่เธอพูดออกมา
“คุณคิดว่าจะเป็นไปได้หรือคะที่เขาจะไม่สนใจปานฯ เลย ขี้คร้าน….”
“ปานฯ อย่ามั่นใจนักเลย อาจมีอ้ายเซ่ออย่างผมคนเดียวที่รักปานฯ ก็ได้”
“นี่คุณ…..” กำปั้นทั้งสองรัวเข้าใส่หน้าอกผมอย่างไม่นับจนผมต้องปิดป้องเป็นพัลวัน รวบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน รั้งร่างของเธอเข้ามาในอ้อมกอด ประทับริมฝีปากเข้าด้วยกันอย่างแสนรักใคร่

“ปานฯ จ๊ะ ผมอยากจะขอร้องอะไรอย่าง”
“อะไรหรือคะ?”
“คุณพ่อน่ะ อย่างไรเสียท่านก็เป็นคุณพ่อ ท่านคงมีเหตุผลของท่าน ที่ผมมั่นใจมากๆ คือท่านรักปานฯ เชื่อผมสิ….. อย่าทำให้ท่านต้องเสียใจ อย่าทำให้ท่านต้องเป็นทุกข์ใจ มันเป็นบาป….. เราค่อยๆ หาทางจัดการไปทีละอย่าง หากว่าถึงที่สุดแล้วและความรักของเราเป็นไปไม่ได้จริงๆ คุณต้องสละผม แต่ต้องไม่ใช่คุณพ่อ ปานฯ เข้าใจไหม….. ถึงแม้ผมจะเป็นทุกข์ใจอย่างไรมันยังเป็นเรื่องเล็กเมื่อเปรียบเทียบกับคุณพ่อของปานฯ ท่านเป็นผู้ที่มีพระคุณที่สุดในชีวิต ท่านให้กำเนิดเรามา เราจะอกตัญญูต่อท่านไม่ได้เป็นอันขาด ปานฯ ต้องตั้งสติตรองดูให้ดี….. ผมจะบอกให้ปานฯ ทราบว่า ถ้าแม้คุณพ่อปานฯ ยังไม่รัก ปานฯ จะไปบอกว่ารักใครคนอื่นได้ยังไง ไม่มีใครเขาเชื่อหรอก….. ผมรู้ ผมเข้าใจว่าปานฯ กำลังเสียใจ กำลังผิดหวัง ปานฯ ถึงมีอารมณ์พูดจาไม่ดีกับคุณพ่อไปบ้าง แต่ตอนนี้ปานฯ มีสติครบถ้วน ปานฯ ลองคิดดูว่าที่ผมพูดนั้นจริงไหม…..อย่าสงสัยในความรักของผมที่มีต่อปานฯ ผมว่าปานฯ รู้ดีว่าผมรักปานฯ แค่ไหน แต่จะให้ผมทำให้ปานฯ เป็นคนอกตัญญูต่อคุณพ่อล่ะก็ ปานฯ อย่ารักผมดีกว่าเพราะผมไม่ใช่เป็นคนดีอย่างที่ปานฯ หวัง”

บทที่ 16 - โชคสองชั้น

ผมนอนไม่หลับมาสองคืนติดกัน และทานได้ไม่มากมันเหมือนมีอะไรที่แสนขมขื่นมาจุกอกไว้ สมองมัวหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่แต่เรื่องที่เกิดขึ้นกับปานฯ มันเหมือนการรอคอยระเบิดเวลาที่ไม่รู้ว่าจะระเบิดขึ้นมาเมื่อไร มันเหมือนถูกจำขังเอาไว้ในห้องมืด ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้ว่าจะต้องเตรียมตัวเตรียมการอย่างใด ถ้าเปรียบเป็นการสงคราม เราถูกบังคับให้สงบอยู่ รอวันเวลาที่ข้าศึกจะลงมืออย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความอึดอัด แม้จะส่งสายลับเข้าไปสอดแนมในแนวศัตรู แต่ที่ได้รับคือความว่างเปล่า
เราคุยกันทางโทรศัพท์ ปานฯ บอกว่า
“ปานฯ ให้น้องชายช่วยเลียบเคียงถามจากคุณแม่แล้ว น้องชายบอกว่าคุณแม่ไม่รู้เรื่อง และไม่อยากรับรู้ด้วย เป็นเรื่องที่คุณพ่อจัดการเองทั้งหมด”

ผมได้แต่ลอบถอนใจด้วยความหนักใจ ไม่พยายามที่จะแสดงอาการใดๆ ให้ปานฯ เห็น ให้เธอรู้สึก ผมถามว่า
“แล้วหลังจากวันนั้น ปานฯ มีปัญหาอะไรกับคุณพ่ออีกหรือเปล่า?”
“ไม่มีค่ะ ปานฯ เชื่อคุณค่ะ ขอบคุณที่เตือนสติปานฯ”

ผมดีใจที่เธอเชื่อ ผมคิดว่าผมคิดไม่ผิดแม้ว่าสิ่งที่ผมคิด สิ่งที่ผมแนะนำเธอไปนั้นจะสร้างความร้าวราญใจให้กับตัวเองสักเพียงใดก็ตาม

ผมเดินเข้าไปในครัว พบป้าแม้นกำลังเตรียมอาหารค่ำอยู่ ผมเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่ทราบว่าคุณแม่ยังใส่บาตรอยู่ทุกเช้าหรือเปล่าครับป้า?”
“ใส่ค่ะ ทุกเช้าแหละค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ช่วยเรียนคุณแม่ด้วยว่าพรุ่งนี้เช้าผมอยากจะตักบาตรกับคุณแม่ด้วยนะป้า” นั่นเป็นสิ่งเดียวที่ผมคิดขึ้นได้ การได้ตักบาตรทำบุญจะช่วยให้จิตใจของผมสบายขึ้นบ้าง และหวังอยู่ลึกๆ ว่า เหตุการณ์ทั้งมวลจะคลี่คลายไปในทางที่ดีแม้จะริบหรี่เสียเหลือเกิน

“ไม่ได้หรอกค่ะ เพราะคุณนายกับคุณท่านเดินทางไปต่างจังหวัดตั้งแต่เมื่อกลางวันนี้แล้วค่ะ”
“ไม่เห็นเป็นไร ผมตักบาตรกับป้าก็ได้ ป้าช่วยเตรียมอาหารสำหรับตักบาตรด้วยนะครับ ป้าทำอาหารให้สุดฝีมือเลยนะ”

ป้าแช่มตั้งโต๊ะที่หน้าบ้าน อาหารที่เตรียมไว้นั้นจัดใส่ปิ่นโตเถาใหญ่ มีดอกไม้อีกหนึ่งกำ น้ำดื่มหนึ่งขวด

ผมพอจำได้ว่าเป็นพระรูปเดิมที่เดินบิณฑบาตในซอยบ้านอยู่เป็นนิจ มีลูกศิษย์คนหนึ่งเดินตามหลังมาหิ้วของที่ได้รับจากการบิณฑบาต ผมถอดรองเท้า ก้มลงกราบที่พื้นสามครั้ง ถวายอาหารที่เตรียมไว้

พระรูปนั้นเอ่ยขึ้นว่า
“โยมคงเป็นบุตรชายของโยมสายสมรล่ะสิ” แววตาของท่านเปี่ยมด้วยความเมตตา
“ครับ”
พระรูปนั้นนิ่งพินิจผมอยู่ครู่สั้นๆ พลางเอ่ยว่า
“อืม สิ่งใดที่ทำให้จิตใจเป็นทุกข์ก็เพราะเรายึดถือมั่นกับมันมากเกินไปเหมือนการถือแก้วน้ำเอาไว้ ใช่ว่าแก้วน้ำนั้นจะมีน้ำหนักแค่ไหน แต่อยู่ที่เราถือเอาไว้นานเพียงใดต่างหาก โยมลองพิจารณาไตร่ตรองดูให้ดี”

ผมก้มลงกราบสามครั้ง

ยิ่งพยายามจะตั้งสติทำงานมากเท่าไรก็ดูเหมือนจะคว้าได้แต่อากาศ ตัวหนังสือที่เรียงเป็นพรืดบนหน้ากระดาษตรงหน้ามีแต่ตัวพยัญชนะที่ผมรู้จักเท่านั้น มันไม่สามารถผสมเป็นคำเป็นประโยคให้ผมทำความเข้าใจได้เลย ผมเหลือบมองดูเวลาแทบจะทุกห้านาที เร่งนาฬิกาให้มันขยันเดินมากๆ หน่อยจะได้พักเที่ยงไวๆ

เรานัดทานอาหารกันที่ห้องอาหารของโรมแรมหรูไม่ไกลจากที่ทำงานมากนักที่ซึ่งพนักงานทั่วไปไม่เข้าไปใช้บริการกัน จะมีก็แต่ผู้บริหารระดับสูงเท่านั้น ผมยอมลงทุนจ่ายค่าอาหารแพงๆ ก็เพื่อให้พ้นจากสายตาของบรรดาเหยี่ยวข่าวผู้ไม่พึงประสงค์ที่ชอบบริหารปากได้ทั้งวันไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย ทั้งที่น่าจะรู้สักนิดว่าอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ธรรมชาติสร้างให้มาเป็นคู่ หูก็มีสองข้าง ตาก็มีสองข้าง จมูกก็มีสองรู แขนก็มีสองแขน แต่ปาก ธรรมชาติสร้างให้มีปากเดียว ที่สำคัญสร้างมาให้เพื่อรับประทานอาหาร จะได้พูดน้อยลง หรือจะพูดก็ควรประหยัดปากเข้าไว้ เลือกพูดแต่ในสิ่งที่เหมาะที่ควร แต่ส่วนใหญ่ก็ยังใช้มั่วไปเรื่อยจนปากเป็นสีก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย

เรานั่งอยู่เคียงกันที่โต๊ะอาหารริมกระจกใส จากชั้นสูงสุดของโรมแรมสามารถมองเห็นทิวทัศน์โดยรอบของเมืองหลวงมีอาคารสูงผุดขึ้นราวดอกหญ้า ท้องฟ้าที่ครั้งหนึ่งเคยสดใสกลับขุ่นมัวด้วยควันพิษทั้งหลายทั้งปวงที่เราเป็นคนก่อขึ้น สวนสาธารณะสีเขียวที่มีอยู่เป็นเพียงจุดเล็กๆ ที่แทบจะไม่มีความหมายอะไร

ผม[กระผม]มมือของปานฯ ที่วางอยู่บนโต๊ะปูด้วยผ้าสะอาดสีขาว แจกันดอกไม้เล็กๆ สีขาวนวล มีดอก[กระผม]หลาบสีแดงเข้มปักอยู่วางที่มุมหนึ่ง ตรงหน้าเราทั้งสองมีถ้วยกาแฟส่งควันกรุ่นๆ กากาแฟสีเงินเป็นมันวางอยู่คู่กัน แก้วน้ำขายาวมีหยดน้ำเกาะอยู่โดยรอบ

เสียงดนตรีจากเปียโนที่ตั้งอยู่[ha]งออกไปกังวานเสนาะโสต นักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงสากล ชื่อเพลงแปลเป็นไทยว่า “เธอ” (she) เพลงที่มีความไพเราะซาบซึ้งที่ผมอยากให้ปานฯ ฟัง
“ปานฯ ชอบเพลงนี้ไหม?” ผมถาม
“ชอบมากค่ะ”
“ผมก็ชอบมากโดยเฉพาะเนื้อเพลงตอนจบที่บอกว่า
‘ฉันรวมเอาน้ำตาและรอยยิ้ม ประทับพิมพ์ลงในใจไว้เสมอ
จะจดจำใบหน้างามของเธอ ทีฉันเพ้อละเมอหาทุกนาที’ ”

ปานฯ หัวเราะคิก บอกว่า
“ไม่เห็นใช่สักหน่อย แต่เป็นกลอนก็เพราะดีค่ะ”

เธอเบนหน้าหนีด้วยรอยยิ้มที่เอียงอายขณะที่ผมประทับรอยจูบลงบนหลังมือของเธอ

ปานฯ ร้องขึ้นเสียงค่อนข้างดัง ด้วยความตกใจ ทำตาโต จ้องหน้าผมเขม็ง เมื่อผมอ้าปากงับเข้าที่หลังมือ
“อุ๊ย! คุณกัดปานฯทำไมคะ”
“เพื่อให้ปานฯ ระลึกถึงผมเสมอและตลอดไป” ผมบอกพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ

ผมขอตัวเข้าห้องน้ำ ขณะที่เดินผ่านไปตามโต๊ะต่างๆ ที่มีแขกนั่งอยู่เกือบเต็ม สายตาประจันเข้ากับบุรุษอาวุโสท่านหนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง ถ้าไม่ใช่คุณพ่อของผมแล้วจะเป็นใคร ครั้นจะเดินเลี่ยงไปทางอื่นก็สายเกินกาล เพราะสายตาคู่นั้นมองตรงมาที่ผมเช่นกัน จำต้องเดินตรงเข้าไปทักทาย

ผมยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ถามว่า
“คุณพ่อมาทานข้าวคนเดียวหรือครับ?”
“เปล่า พ่อมีแขก กำลังรออยู่เดี๋ยวคงมา แล้วลูกล่ะมาทานข้าวกับใคร?”
“กับเพื่อนครับ…..” ผมบอกและชี้มือไปอีกทาง “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับคุณพ่อ
“อืม” คุณพ่อหันหน้ากลับไปมองรายการอาหารในมือ

หลังจากที่ออกจากห้องน้ำ ผมเดินเลี่ยงไปอีกทางหนึ่งกลับไปนั่งที่โต๊ะ ขณะที่ปานฯ ลุกขึ้นขอตัวไปเข้าห้องน้ำบ้าง เมื่อเธอกลับมา ปานฯ พูดเสียงอ่อยๆ ว่า
“โชคไม่ดีเลยค่ะ ตอนที่ปานฯ กำลังจะเข้าห้องน้ำ ปานฯ เจอคุณพ่อเข้าพอดี จะหลบก็ไม่ทันเลยต้องทัก”

ผมรู้สึกกึ่งอัศจรรย์ใจ กึ่งสมเพชตัวเองและปานฯ ที่ต้องมาเจออะไรเหมือนๆ กันอยู่เรื่อย เราโดนบังคับให้แต่งงานเหมือนกัน มาทานข้าวก็ยังเจอพ่อเหมือนกันอีก ผมนึกในใจว่า ‘ทำไมไม่บังเอิญอีกให้คนที่เราถูกเลือกให้แต่งงานเป็นเราวะ’

“ผมว่าเรารีบไปดีกว่าเดี๋ยวคุณพ่อคุณเห็นผมเข้ามีหวังบ่อนแตก”

ปานฯ หน้าเสียพูดแทบเป็นเสียงกระซิบว่า
“ไม่ทันแล้วล่ะค่ะ”

บุรุษสูงวัย ผมสีดอกเลา ท่าทางภูมิฐานเดินตรงมาที่โต๊ะที่เรานั่งอยู่ ปานฯ นั่งตัวสั่นงันงกเมื่อคุณพ่อเดินมาหยุดที่โต๊ะ จ้องหน้าผมเข็ง พูดเสียงเครียดขึ้นว่า
“ปานฯ พ่อมีธุระจะคุยด้วยหน่อย ตามพ่อมา”
“คุณพ่อคะ นี่เพื่อนหนูค่ะ”

ผมรีบลนลานลุกขึ้นยืน ประนมมือไหว้อย่างอ่อนน้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ คุณพ่อของปานฯ รับไหว้อย่างเสียไปที

ปานลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตามคุณพ่อไป ไม่ถึงสองนาทีปานฯ เดินกลับมาที่โต๊ะด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนจะร้องไห้ออกมากระนั้น

ผมถามระล่ำระลักว่า
“คุณพ่อว่ายังไงบ้าง?”
“คุณพ่อถามว่าคุณเป็นใคร ปานฯ บอกว่าเป็นเพื่อนที่ทำงาน คุณพ่อบอกว่าเย็นนี้คุณพ่อมีเรื่องจะคุยด้วย เท่านั้นแหละค่ะ”
“ซวยล่ะซี ดีนะที่คุณพ่อยังไว้หน้าผม”

ใบหน้าของปานฯ เต็มไปด้วยความงุนงง เธอเหลือบตาขึ้นมองอะไรสิ่งหนึ่งด้านหลังของผม ทำให้ผมหันกลับไปมองตาม ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของผมแทบจะหลุดออกมาจากอกเพราะภาพนั้นคือคุณพ่อของผมเอง ไม่ใช่ใครที่ไหน

เสียงของผมสั่นเหมือนคนทรงเจ้า ไม่ใช่เสียงอย่างเดียว ขาก็สั่น มือไม้ก็สั่นและเย็นเยียบเหมือนดุจเห็นพญาราชสีห์ที่จ้องตะปบเหยื่อ ถ้าไม่ใช่เพราะเรามีชนักติดหลังอยู่ตอนนี้ ผมและปานฯ คงไม่ต้องหวาดระแวงขนาดนี้

ผมพูดตะ[กระผม]กตะกักว่า
“ปานฯ นี่คุณพ่อผมเอง”

ปานฯ รีบลุกขึ้นประนมมือไหว้พร้อมถอนสายบัวอย่างอ่อนช้อย

ผมเห็นคุณพ่อจ้องปานฯ ตาไม่กระพริบ พูดเสียงกร้าวว่า
“พ่อมีเรื่องคุยด้วย มานี่ซิ”

ผมเดินตามคุณพ่อไปเหมือนลูกหมาเซื่องๆ ที่หน้าเคาว์เตอร์บาร์ คุณพ่อถามขึ้นว่า
“ผู้หญิงคนนั้นใคร?”
“เพื่อนที่ทำงานครับคุณพ่อ”
“คู่รักของแกเรอะ?”
“คือ…..เอ่อ…..เปล่าครับ เป็นเพื่อนที่ทำงานครับ” ผมจะเป็นต้องโกหกเพราะไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งที่ความจริงผมอยากบอกความจริงไปให้หมดเรื่องไปเลย แต่ใครจะรู้ว่ารังผึ้งจะแตกหรือเปล่า
“เย็นนี้พ่อมีธุระจะคุยกับแก กลับบ้านหลังเลิกงานทันทีนะ”
“ครับ”

โปรดติดตามตอนต่อไป >>>




Leave a comment


About me

สวัสดีครับ ทุกๆคน ผมมีนามว่า เดียร์ ยินดีต้อนรับทุกคนที่มาอ่าน Blog ผมนะครับ เกี่ยวกับผมเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่นี่เลย My Profile ! หวังว่าทุกคนจะมีความสุข ในทุกๆวันนะครับ
ไชโย ไชโย ไชโย ฮิ้วๆ

เดียร์

Recent comments

Free Web Hosting