เมื่อผมไปซ้อมกอล์ฟกับสาวสวย ตอนที่ 17-20
- Filed under: Series
- Date: Apr 12,2008
บทที่ 17 - สวรรค์เป็นใจ
อาหารค่ำคืนนั้นเป็นมื้อที่กร่อยที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ คุณพ่อ คุณแม่และผมต่างนั่งกินกันอย่างเงียบเชียบ ผมนั่งเขี่ยอาหารไป เหลือบตามองคุณพ่อที คุณแม่ทีเห็นสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีโดยเฉพาะคุณพ่อ ไม่รู้เหมือนกันว่ากลืนอาหารเข้าไปได้ยังไง ผมเดาว่าคุณพ่อเองก็ใช่ว่าจะเป็นสุขใจนักเพราะสีหน้าบอกแบบนั้น ส่วนคุณแม่วางหน้าเหมือนคนไม่รู้ร้อน ไม่ยอมช่วยสร้างสถานการณ์ให้ดีขึ้นเลย ผมเองก็แสนจะอึดอัด รออยู่ว่าเมื่อไหร่คุณพ่อจะพูดเรื่องเมื่อกลางวันขึ้นมาเสียที หรือจะมีอะไรพูดก็รีบพูดให้มันจบๆ ไป ไม่งั้นมันเหมือนภูเขาไฟที่ระอุอยู่ภายในจะระเบิดก็ไม่ระเบิด ได้แต่พ่นควันกรุ่นๆ ขึ้นมาจากปล่องทำเอาชาวบ้านนอนกันตาไม่หลับ
ป้าแม้นและเด็กรับใช้เข้ามาเก็บสำรับ และยกจานผลไม้มาวางบนโต๊ะ ชงกาแฟให้คุณพ่อ ส่วนผมโบกมือไม่เอา
คุณพ่อเคาะนิ้วเล่นบนโต๊ะ คิ้วขมวดอย่างใช้ความคิด แต่ที่สุดเป็นคุณแม่ที่พูดทำลายความเงียบขึ้นว่า
“นี่คุณ มีอะไรจะพูดกับลูกก็พูดให้มันจบๆ ไปเถอะ ดิฉันรำคาญ”
ผมถอนใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยก็ไม่ใช่อัดแน่นเป็นปลากระป๋องอยู่แบบนี้ เสียงคุณแม่ดังขึ้นอีกว่า
“จะอะไรกันนักกันหนา”
ผมไม่เข้าใจในความหมายที่คุณแม่พูด ได้แต่จ้องหน้าคุณแม่อย่างขอคำตอบ แต่คุณแม่ก็ยังวางเฉย ที่สุดก็กลายเป็นผมเองที่ทนไม่ได้ พูดขึ้นว่า
“คุณพ่อมีอะไรก็บอกเถิดครับ ผมรับได้เสมอ”
คุณพ่อเงยหน้าขึ้นมอง เอ่ยขึ้นอย่างช้าด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาว่า
“พ่อถามหน่อยว่า ผู้หญิงเมื่อกลางวันเป็นใคร ชื่ออะไร”
“เป็นเพื่อนที่ทำงานจริงๆ ครับ เธอชื่อปานฯ”
“รู้จักกันมานานแล้วรึ?”
“จะว่านานก็นานครับ แต่มาคุ้นเคยกันมากหน่อยตอนหลังๆ”
“ทางบ้านเขาทำอะไร เป็นยังไง?”
“ผมทราบแต่ว่าคุณพ่อของปานฯ เป็นข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุแล้ว ส่วนฐานะทางบ้านผมไม่ทราบมากหรอกครับ แต่ดูๆ คงไม่ยากจนหรอกครับ”
“พ่อไม่ได้หมายความว่ารวยหรือจน แต่หมายความว่าเป็นคนดีหรือเปล่า”
“ผมไม่ทราบอะไรมากมายหรอกครับ แต่เท่าที่ทราบไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยอะไรนี่ครับ”
“แล้วเพื่อนของลูกล่ะ”
“ปานฯ นิสัยดีครับ”
คุณพ่อจ้องตาผมไม่กระพริบ ทำเอาผมใจแป้ว ถามต่อไปว่า
“ถามจริงๆ แกสองคนรักกันหรือเปล่า?”
“เอ่อ….ผม คือ…..” ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะบอกความจริงไปหรือไม่ดี ได้แต่อึกอัก คุณแม่คงรำคาญจนสุดทนพูดแทรกขึ้นว่า
“ใช่ก็บอกว่าใช่ ไม่ก็บอกว่าไม่ มัวแต่อึกอักอยู่นั่นแหละ พ่อลูกคู่นี้จะเหมือนอะไรกันขนาดนั้น”
ผมตัดสินใจเด็ดขาด บอกว่า
“ครับ ผมรักปานฯ”
“แล้วปานฯ ล่ะ รักลูกหรือเปล่า?” คุณแม่ช่วยถามแทน
“รักครับ”
“เค้าบอกลูกหรือไง?” คุณแม่ซักต่อ
“ในทำนองนั้นครับ แต่…..” ผมยังไม่ได้บอกความจริงอีกอย่างที่ปานฯ เองก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกัน
คุณพ่อถามว่า
“แต่อะไร?”
“แต่ คงไม่มีประโยชน์อะไรมากหรอกครับ”
“เพราะอะไร?” คุณพ่อซักบ้าง
“ปานฯ บอกผมว่าเธอถูกพ่อบังคับให้แต่งงานกับคนที่พ่อเลือกให้เหมือนกันครับ”
ผมเห็นคุณพ่อและคุณแม่หันไปมองหน้ากันอย่างงงๆ ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าคุณพ่อจะซักผมเรื่องปานฯ ทำไม ทำไมไม่พูดเรื่องที่คุณพ่อจะให้ผมแต่งงานกับอีกคนหนึ่งมากกว่า ผมถามขึ้นว่า
“คุณพ่อจะถามเรื่องของปานฯ ไปทำไมครับ ถามไปก็แค่นั้น คุณพ่อมีอะไรที่ต้องการจะบอกผมก็บอกเลยดีกว่า ผมจะได้รู้ตัวล่วงหน้าเอาไว้บ้าง”
คุณพ่อเงียบ ไม่บอกว่าอะไร แต่หันไปพยักเพยิดกับคุณแม่คล้ายกับจะเกี่ยงให้คุณแม่เป็นคนพูด
คุณแม่รำคาญหนัก พูดขึ้นว่า
“คืออย่างนี้จ้ะ เราคือพ่อและแม่ไปเยี่ยมครอบครัวว่าที่ลูกสะใภ้มา ก็ว่าจะทำความตกลงกันให้จบเรื่องไป แต่กลับกลายเป็นว่ามารู้ว่าว่าที่ลูกสะใภ้น่ะท้องกับแฟนของเธอนั่นแหละ สาเหตุเป็น….”
คุณพ่อรีบโบกมือห้ามไม่ให้คุณแม่พูดต่อ
“เอาล่ะ พอแล้ว…..กลับมาเรื่องของลูกดีกว่า แล้วลูกคิดจะทำยังไงต่อไป?”
ผมหายใจอย่างโล่งอก อย่างน้อยตอนนี้ผมก็ไม่ต้องแต่งงานกับใครก็ไม่รู้อีกแล้ว ส่วนเรื่องของปานฯ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังมืดแปดด้านอยู่ ผมบอกว่า
“ไม่ทราบครับ ผมจะทำยังไงได้ พาปานฯ หนีหรือครับ” ผมทำหน้าทะเล้นล้อๆ ด้วยความสบายใจเป็นทวีทับ
“บ้าสิ พูดบ้าๆ พ่อแม่เค้าจะได้มาถอนหงอกพ่อกับแม่แกน่ะซี” คุณพ่อเอ็ดเสียงดัง
คุณแม่พูดขึ้นว่า
“ก็คุณนั่นแหละ ชอบสร้างปัญหานัก ดิฉันเตือนแล้วก็ไม่เชื่อว่าอย่าไปฝืนใจลูกในเรื่องแบบนี้ คุณนั่นแหละที่ต้องช่วยลูก”
“อ้าว! ไหงมาโทษผมคนเดียวล่ะ คุณเองก็เห็นดีเห็นงามไม่น้อยไม่ใช่เหรอตอนแรกน่ะ พอเกิดเรื่องเลยโยนความผิดมาให้ผมคนเดียว” คุณพ่อหันไปโต้วาทีกับคุณแม่แทน ผมแอบหัวเราะอยู่ในใจ
“ก็หรือไม่จริง ดิฉันน่ะเป็นแค่ลูกขุนพลอยพยักเท่านั้น ดิฉันน่ะเป็นแค่ช้างเท้าหลังนะคะ” คุณแม่เถียง
“ทีอย่างนี้ล่ะเป็นช้างเท้าหลัง ถ้าเป็นเรื่องดีๆ เห็นกลายเป็นเท้าหน้าเสมอ” คุณพ่อโต้ขึ้นบ้าง
“คุณอย่ามานอกเรื่อง เรากำลังคุยแต่เฉพาะเรื่องนี้ อย่าเอาเรื่องอื่นมาปน” คุณแม่ไม่ยอม
“ก็หรือไม่จริง ผมพูดผิดตรงไหน”
“ผิดสิ ผิดตรง…..”
ผมเกรงว่าเรื่องราวจะบานปลายลุกลามกันไปใหญ่จึงทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยขึ้นว่า
“คุณแม่ครับ คุณพ่อครับ อย่าให้เรื่องของผมทำให้คุณพ่อและคุณแม่มีปากเสียงกันเลย ตั้งแต่ผมโตมาไม่เคยเห็นคุณพ่อกับคุณแม่เคยมีปากเสียงกันเลย เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าจะกรุณาช่วยผมคิดหน่อยว่าจะทำยังไงต่อไปก็จะเป็นพระคุณอย่างสูง”
ทั้งสองฝ่ายจึงสงบสงครามลงได้
คุณแม่ให้ความเห็นว่า
“จะไปยากอะไร เราก็ยกทัพลุยเสียเลยก็สิ้นเรื่อง ให้มันรู้ดำรู้แดงกันไปเลย…..ว่าแต่ลูกแน่ใจเหรอว่าหนูปานฯ น่ะเป็นคนดีจริง”
ผมยืดอกพูดขึ้นอย่างมั่นใจว่า
“จะดีน้อยกว่าคุณแม่ก็หน่อยเดียวน่ะครับ”
“แกมั่นใจขนาดนั้นเชียว” คุณพ่อติง
“ก็มั่นใจพอๆ กับที่คุณพ่อเลือกคุณแม่นั่นแหละครับ”
คุณแม่ยืดอกผายขึ้นบ้าง เชิดหน้าแสดงความภาคภูมิใจ
“จบกัน พูดแบบนี้ก็ไม่ต้องพูดต่อ”
คุณพ่อลุกขึ้นจากที่นั่ง ก่อนจะเดินหนีไปคุณพ่อก้มลงกระซิบกับผมว่า
“แกอาจจะเลือกผิดก็ได้นะ”
เสียงคุณแม่ดังแหวขึ้นว่า
“กระซิบอะไร ทำไมต้องกระซิบ……เดี๋ยวสิ แล้วเรื่องของลูกจะว่ายังไง ยังพูดกันไม่รู้เรื่องเลย”
คุณพ่อหันมายิ้ม บอกว่า
“ผมยกให้คุณเป็นช้างเท้าหน้าแล้วกัน”
บทที่ 18 - เตรียมทัพ
นาฬิกาที่ข้างฝาบอกเวลา 22.00 นาฬิกา ใจผมคันเหมือนมีมดเป็นล้านๆ ตัวมาเกาะกัด ไต่กันยั้วเยี้ยไปหมด ต้องผุดลุกผุดนั่งจากบนเตียงไปที่โซฟา จากที่โซฟาลงไปนั่งบนพื้น จากบนพื้นเดินออกไปนอกระเบียง เพราะผมอยากทราบข่าวคราวจากปานฯ บ้าง ครั้นจะโทรศัพท์ไปหาเสียเองก็ไม่กล้า ไม่รู้ว่าปานฯ กับคุณพ่อจะคุยกันไปถึงไหน ผมจึงได้แต่รอ รอโทรศัพท์จากปานฯ นี่แหละหนาที่เขาว่า ‘ความรักคือความทุกข์’
ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงเถียงหัวชนฝาแน่หากใครมาบอกผมว่าความรักคือความทุกข์ มันต้องเป็นความสุขสิถึงจะถูก เพราะความรักมันช่างแสนหอมหวาน จะเอาเกสรดอกไม้นานาพันธุ์จากสวรรค์ทั้งเจ็ดมารวมกันก็ยังไม่หวานเท่า แต่ตอนนี้เมื่อตรองดูให้ดีจะเห็นว่า อันความหอมหวานเช่นว่ามันก็มีอยู่บ้าง แต่มันก็เพียงชั่วคราว บัดเดี๋ยวก็หายไปกลายเป็นความทุกข์เข้ามาแทนที่จนได้ คนที่มีความรักเองแหละจะรู้ดี ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนในโลกที่ไหนสักคนที่ออกมายืนยันว่าความรักนั้นมีแต่ความสุข บางทีเราอาจเห็นบางคู่ที่ครองรักกันจนแก่เฒ่า แต่นั่นเป็นเพียงการมองจากภายนอก ใครจะไปรู้ความจริงข้างในว่าเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดแล้วก็ยังต้องจบลงด้วยความทุกข์อยู่ดีนั่นเองเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตายจากกันไป มันทรมานจิตใจจะเรียกว่าเป็นความสุขได้อย่างไร
ดังที่พระรูปนั้นที่ผมได้ตักบาตไปเมื่อหลายวันก่อนได้กล่าวเตือนสติแก่ผม ‘แก้วน้ำแก้วเล็กใช่ว่าจะมีน้ำหนักอะไรมากมาย ปัญหาอยู่ที่ต้องถือไว้นานขนาดไหนต่างหาก’ - ถ้าน้ำแก้วนั้นคือความรัก อย่าบอกผมนะว่าจะถือน้ำแก้วนั้นไปตลอดชีวิต
แต่กระนั้นก็ตาม ใจที่ยังมีกิเลสอย่างผมก็ยังปรารถนาที่จะมีรัก แม้จะรู้ แม้จะเข้าใจก็ตามที ต่อให้เป็นกองไฟแดงๆ ที่รู้แน่ว่าร้อน แต่ผมก็พร้อมที่จะลุย
นาฬิกาที่ข้างฝาบอกเวลาเที่ยงคืน ยังไม่มีโทรศัพท์จากปานฯ ไม่เคยมีช่วงเวลาใดของชีวิตเลยที่ผมจะเป็นทุกข์เยี่ยงนี้มาก่อน ใจที่มีความรู้สึกมีมดนับล้านมากัดตอนนี้มันแปรเปลี่ยนเป็นมีเข็มเล่มยาวเสียบปักลึกลงไปอย่างช้าๆ มันจี๊ดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า หัวสมองของผมมึนตึบด้วยคำถามร้อยแปดที่หาคำตอบไม่ได้ เกิดอะไรขึ้นกับปานฯ? เธอมีปัญหาอะไรกับคุณพ่อหรือเปล่า? เธอถูกสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ติดต่อกับผมอีกต่อไปหรือไร? หรือเลวร้ายกระทั่งคิดไปเลยเถิดว่าเธอถูกทำร้ายร่างกาย? ประสพอุบัติเหตุ? หรือเสียชีวิตแล้ว?
ผมอดรนทนไม่ได้อีกต่อไป คว้าโทรศัพท์ กดเบอร์ที่ผมสามารถท่องได้จนขึ้นใจ เสียงจากโทรศัพท์บอก “เลขหมายที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” ตามด้วยข้อความภาษาอังกฤษ ผมกดเบอร์ใหม่อีกครั้งหนึ่ง มองจนมั่นใจว่าไม่ผิดเบอร์แน่ แต่เสียงสตรีที่ถูกบันทึกเอาไว้บอกข้อความเดิมซ้ำอีก เมื่อกดโทรศัพท์ไปไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง กดจนอยากขว้างโทรศัพท์ทิ้ง มั่นใจแน่ว่า ไม่มีทางที่จะติดต่อได้ในขณะนี้ แล้วในขณะอื่นเล่า?
เสียงฟ้าลั่นคำรามสนั่นปลุกให้ผมตกใจตื่นขึ้น แสงอสุนีบาตแปลบปลาบแตกเป็นสายยาวเหมือนรากต้นไม้กระจายไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำ ตามด้วยเสียงดังกัมปนาทสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น สายลมกรรโชกมารุนแรงพาให้กิ่งใบของต้นไม้เสียดสีกันดังขรม ต้นของมันเอียงเอนสะบัดไปมาราวกับมีมือยักษ์จับมันเขย่าเอาๆ กอไผ่สูงที่ขึ้นริมน้ำเบียดเสียดกันส่งเสียงเอียดอาดแข่งกับลมพายุที่กระหน่ำเข้ามาระลอกแล้วระลอกเล่า ไม่นานนักพระพิรุณก็สาดเป็นสายราวฟ้าแตก มันตกจั้กๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตาราวฟ้าโกรธเคืองแผ่นดินก็ไม่ปาน
ผมมองดูนาฬิกาอีกครั้ง มันบอกเวลาตีสามเศษ ตอนที่ผมเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลียนั้นคือเวลาตีสองเศษ สิ่งเดียวที่ผมคิดได้ในตอนนั้นคือ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง กดเบอร์ของปานฯ คำตอบยังคงเดิม
คำถามเดิมๆ เวียนเข้ามารกสมองเป็นอีกครั้งจนรู้สึกว่าตัวเองกับใจที่เป็นทุกข์นั้นน่าเบื่อหน่ายเสียเหลือเกิน ทันใด ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในสมองอันเหนื่อยล้า นั่นคือ หากมีอะไรเกิดขึ้นกับปานฯ จริงๆ แล้วผมจะทำอะไรได้ เมื่อได้คำตอบแก่ใจของตนเอง ใจจึงเริ่มคลายทุกข์ลงและหลับไป
เสียงโทรศัพท์ปลุกให้ผมตื่นขึ้น ผมมองดูนาฬิกา มันบอกเวลา 8 โมงเช้า
“ปานฯ จ๊ะ ทำไมเมื่อคืนไม่โทรมา?…….เผลอหลับไปเหรอ?……ไม่เป็นไรหรอก รู้ว่าปานฯ สบายดีก็ดีแล้ว วันนี้เราคงทานอาหารเที่ยงด้วยกันไม่ได้ ผมมีงานเยอะ แล้วเราค่อยเจอกันตอนหลังเลิกงานแล้วกันนะ……หวัดดีจ้ะ”
สรุปแล้ว ความคิดของคนเราจะเป็นดั่งมรสุมร้ายที่กัดกร่อนจิตใจของตัวเองก็ได้ หรือจะเป็นลมที่พัดเย็นสบายเหมือนยืนอยู่บนเนินเขาก็ได้อีกเหมือนกัน มันอยู่ที่เราจะคิด มันอยู่ที่ใจของเราจะพาไป
หลังเลิกงาน เรานัดเจอกันที่ที่จอดรถของโรงแรมแบบเดิม ความจริงเราเลือกที่จะไม่แคร์ต่อสายตาและคำพูดของใครๆ ก็ได้ แต่ที่เราไม่เลือกทำแบบนั้นเป็นเพราะผมเห็นว่าคนที่เสียหายคือฝ่ายที่เป็นหญิงมากกว่า ลำพังผม คงไม่กระไรนัก แต่ต้องบอกตามตรงว่ามันก็ทำให้อดรำคาญใจไม่ได้อยู่เหมือนกัน จริงอยู่การเป็นพญาอินทรีที่จะบินอยู่เหนือคนอื่นย่อมไม่ควรสนใจต่อเสียงของบรรดานกกระจิบ นกกระจอกทั้งหลาย หากทนรำคาญไม่ไหว ยกปีกขึ้นอุดหู มันคงตกลงมาตาย อย่างแน่นอน ถ้าเลือกได้ ผมคงบินไปให้พ้นๆ หรือบินขึ้นสูงขึ้นไปอีกเพื่อจะได้ไม่ต้องมาทนฟังเรื่องไม่เป็นมงคลต่อไป
ต้นไม้ขนาดใหญ่หลายหลากขึ้นเรียงรายอยู่โดยรอบให้ร่มเงาเป็นอย่างดี อีกเป็นแหล่งพักพิงของบรรดาสรรพสัตว์ทั้งกระรอกและนกกา สระน้ำขนาดใหญ่หลายสระมีคูเล็กเชื่อมติดต่อกันให้ความชุ่มชื่นใจอย่างประหลาดและเป็นเคหาสน์ของบรรดาสัตว์น้ำน้อยใหญ่ มีเก้าอี้หินวางเรียงรายเป็นระยะๆ ให้นั่งพักผ่อนชมนกชมไม้ตามอัชฌาสัย มีทางลาดซีเมนต์ที่คดเคี้ยวไปมาตลอดทั่วทั้งบริเวณให้ผู้คนได้ใช้เป็นทางวิ่งเล่นออกกำลังกายบ้าง เดินเล่นบ้าง ขี่จักรยานบ้าง พื้นหญ้าสีเขียวขจีนุ่มนวลให้คนปูเสื่อนั่งเล่น หนุ่มสาวนอนหนุนตักบอกภาษารักกัน
ผมจอดรถที่ด้านหนึ่งของสวนลุมฯ เดินเกี่ยวก้อยกับปานฯ ตัดผ่านไปตามสนามหญ้า เราเลือกที่นั่งริมสระน้ำ สายตาเหม่อมองไปยังสายน้ำเบื้องหน้าที่สะท้อนเปลวแดดยามเย็นดูนวลตา
ผมเอ่ยขึ้นก่อนว่า โดยเลือกที่จะไม่กล่าวถึงความบ้าบอของจิตใจของผมเมื่อคืนนี้ ไม่ใช่อะไร เดี๋ยวเธอจะย่ามใจเกินไปก็ไม่รู้ได้
“สรุปให้ผมฟังหน่อยสิว่าเมื่อคืนคุยกับคุณพ่อเป็นยังไงบ้าง”
“ไม่มีอะไรมากหรอกค่ะ คุณพ่อถามถึงคุณว่าเป็นใคร อะไร อย่างไร ปานฯ ตอบไปเท่าที่ปานฯ ทราบ ท่านฟังแล้วก็ไม่เห็นว่าอะไร มีแต่เฉยลูกเดียว อ่านใจลำบากมากค่ะ สีหน้าก็ไม่แสดงอะไร จนเดาไม่ได้สักนิด ท่านถามด้วยนะคะว่าเรามีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งขนาดไหน ตอนแรกคิดจะบอกไปให้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย แต่ปานฯ ไม่กล้า เกรงว่าพายุจะถล่ม ปานฯ เลยบอกแต่เพียงว่าเราเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ปานฯ ไม่ทราบว่าท่านจะเชื่อมากน้อยสักขนาดไหน แต่คงไม่ทั้งร้อยล่ะค่ะเพราะปานฯ เชื่อว่าท่านคงพอมองออกและเดาได้ไม่ยาก……
……..ส่วนเรื่องนั้น ท่านยังไม่ได้พูดอะไรมากกว่านั้น”
ผมตั้งใจฟังอย่างดี ไม่รู้จักซักไซร้อะไรอีกจึงพูดในเรื่องที่อยากจะพูด
“ผมมีเรื่องจะปรึกษาปานฯ เป็นเรื่องสำคัญ” ผมพยายามทำน้ำเสียงให้ฟังดูจริงจัง
“สำคัญขนาดไหนคะ”
“ขนาดใหญ่”
“ไม่มีขนาดกลางหรือขนาดเล็กหรือคะ?” ผมสบายใจขึ้นอักโข พอเดาได้ว่า ไม่มีอะไรที่ทำให้ปานฯ หนักอกเกินไปกว่าที่มีอยู่เดิม
“ไม่มี มีขนาดเดียว”
“ก็ว่ามาสิคะ”
“ต่อจากเรื่องเมื่อวานที่ผมคุยกับคุณพ่อและคุณแม่นั่นแหละ คือเมื่อท่านได้ซักถามผมเกี่ยวกับปานฯ จนเป็นที่พอใจหรือไม่ก็ตาม ผมได้ขอความเห็นจากท่านทั้งสอง สรุปก็คือคุณแม่สั่งลุย” ผมไม่ทราบว่าเหตุใดผมจึงไม่ได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ปานฯ ฟังเลย คงคิดเพียงง่ายๆ ว่า ไม่อยากถมทับความไม่สบายใจของเธอให้เพิ่มขึ้น
ปานหันมามองหน้าผมอย่างไม่เข้าใจ
“สั่งลุยคืออะไรคะ?”
“สั่งลุยก็คือท่านจะไปเจรจาความกับคุณพ่อและคุณแม่ของคุณเรื่องของเรา”
“หา ว่าอะไรนะคะ?” ปานฯ ทำตาโตไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ปานฯ ได้ยินถูกต้องแล้ว”
“ถ้าจะมาจริงคงต้องพกปืนมาด้วยล่ะค่ะ”
“ขนาดนั้นเชียวรึ?” ผมทำตาโตบ้าง
“ขนาดนั้นเชียวค่ะ คุณพ่อของปานฯ เป็นคนที่ค่อนข้างแข็ง ประเภทหักได้แต่ไม่ยอมงอเด็ดขาด ถ้าลองท่านตัดสินใจแล้ว ยากที่จะเปลี่ยนใจท่านได้”
“ยาก แต่ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?”
ปานตรองดูอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบว่า
“ก็อาจจะใช่ แต่ถ้าไม่มีเหตุไม่มีผล หรือท้าทายมากๆ ล่ะก็ มีหวังดวลปืนแน่ค่ะ”
“แต่ผมค่อนข้างจะเชื่อมั่นนะครับว่าคุณพ่อคงไม่ไปหาเรื่องตายหรอก ท่านเป็นนักเจรจาต่อรองตัวยงคนหนึ่งเหมือนกันไม่อย่างนั้นจะทำธุรกิจมาได้ขนาดนี้หรือ คุณแม่เองก็ใช่เบาไม่อย่างนั้นจะปราบคุณพ่อได้ยังไง ถ้าท่านจำเป็นต้องพูดล่ะก็ ท่านสามารถกล่อมลิงให้หลับทั้งฝูงได้เลย”
“แต่ปานฯ ว่า…..” น้ำเสียงของเธอบอกชัดว่าไม่มีความเชื่อมั่นเลยสักนิด และเห็นว่าเป็นร้ายมากกว่าดี
ผมพูดแทรกขึ้นก่อนที่ปานฯ จะได้พูดต่อ
“ปานฯ ฟังผมนะ ผมอยากถามปานฯ หน่อยว่าท่าทีของท่านขณะที่สอบถามเรื่องผมน่ะเป็นอย่างไร?”
“ก็ ธรรมดาๆค่ะ”
“สีหน้าท่านเป็นปกติหรือดุดันอะไรทำนองนี้หรือเปล่า?”
“เฉยๆ ค่ะ”
“หลังจากที่ปานฯ เรียนท่านว่าคบกับผมในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมงาน ปานฯ คิดว่าท่านเชื่อสักแค่ไหน?”
“คง…..ห้าสิบห้าสิบมังคะ”
“ไม่ได้เชื่อปานฯ สนิทใจร้อยเปอร์เซนต์”
“อย่างที่เล่าไปแล้วไง มันจะร้อยเปอร์เซนต์ได้ไงในเมื่อท่านเห็นเราเพียงลำพังสองคนที่นั่น และไม่รู้ว่าท่านเห็นอะไรมากไปกว่าการปฏิบัติต่อกันแบบเพื่อนหรือเปล่า”
“ก็ประมาณ ห้าสิบห้าสิบ”
“ค่ะ”
“งั้นลองคิดดู ถ้ายังมีห้าสิบที่ท่านไม่เชื่อแล้วท่านไม่ได้ว่ากล่าวหรือซักไซร้อะไรและยังเฉยๆ นั่นแหละคือความเป็นไปได้”
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเชียว”
“มั่นใจเพียงห้าสิบว่าพอเป็นไปได้ ยังไงก็ต้องลอง ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
“แล้วถ้าเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาล่ะคะ”
“สุดท้ายคือต้องพูดให้คุณพ่อปานฯ คิดให้หนักแหละ ผมเชื่อว่าอย่างไรเสียท่านก็รักปานฯ เทียบได้ด้วยชีวิตก็ว่าได้ ถ้าไม่มีอะไรที่ทำให้ท่านต้องเสียผู้ใหญ่ ถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเหตุสุดวิสัยจริงๆ ซึ่งข้อหลังนี้ผมไม่เชื่อว่าจะมี”
“ถ้าคุณจะลุย ปานจะเป็นไส้ศึกให้เอง”
เธอเอียงศีรษะลงวางบนไหล่ สายตามองไปยังสายน้ำเบื้องหน้าที่สลัวลง สายลมเย็นพัดมาเอื่อยๆ กับเสียงนกที่ทะเลาะกันบ้าง ฝากรักกันบ้าง ผม[กระผม]มมือเรียวนั้นไว้อย่างทะนุถนอมดังดวงใจ
บทที่ 19 - ออกศึก
บทเรียนที่ผมได้รับจากคุณพ่อนับเป็นคุณอนันต์ ท่านสั่งให้ผมหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณพ่อของปานฯ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่เรื่องยากเพราะผมมีไส้ศึกอย่างปานฯ ที่ป้อนข้อมูลให้อย่างลึกซึ้ง ผมยังอดที่จะถามคุณพ่อไม่ได้ว่า
“คุณพ่อจะรู้ไปทำไมครับ เรากำลังจะไปเจรจากับคุณพ่อของปานฯ ไม่ได้ไปสัมภาษณ์เพื่อทำชีวประวัตินะครับ”
“แกยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ นี่เขาเรียกในการศึกว่า ‘รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะสองร้อยครั้ง’ ถ้าแกไม่รู้จุดอ่อนหรือจุดแข็งของข้าศึก ไม่รู้สมรภูมิรบเป็นอย่างไร ไม่รู้กำลังของข้าศึก ไม่รู้ว่าจะมีกองหนุนอีกหรือไม่ ไม่รู้อะไรสักอย่าง ประมาทเหิมเกริมนึกว่ายิ่งใหญ่ ส่งทหารออกไปรบมีหวังตายหมดไม่เหลือหรอ…..นี่ก็เหมือนกัน ถ้าแกจับจุดไม่ถูก ไม่รู้เหนือรู้ใต้ แม้จะพูดจาเป็นกลางๆ ไปก็เหอะ แต่หากไปเกี่ยวเอาจุดอ่อนของเขาเข้า การเจรจาก็พังทลายได้ง่ายๆ แกเคยอ่านสามก๊กบ้างหรือเปล่า?”
ผมพยักหน้า แต่ความจริงผมอ่านแต่เพียงผ่านๆ เอาแต่ความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่าจะเอาสาระ โดนคุณพ่อย้อนเข้าให้ว่า
“นี่ขนาดแกอ่านยังไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้เลยนะ”
“โถ คุณพ่อครับ ผมน่ะแค่ไก่อ่อนย่อมต้องให้คุณพ่อสอนขันเป็นธรรมดา
ที่คุณพ่อยอมออกหน้าไปเจรจาความให้ผมก็เป็นเพราะคุณแม่
“มีอย่างที่ไหน เป็นผู้นำครอบครัว ไม่ช่วยลูกแก้ปัญหามันจะถูกที่ไหน ปากก็พูดๆๆ ว่าอยากให้ลูกแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาถึงขนาดตรวจสอบข้อมูลของบรรดาเพื่อนๆ ทั้งเก่าและใหม่ที่คิดว่ามีความเหมาะสมทัดเทียม เพื่อหาลูกสะใภ้มาให้ลูก พอมีปัญหาเกิดขึ้นจะให้แม่เป็นคนออกหน้ามันมีเหตุผลที่ไหน แม่ก็เลยยื่นคำขาดเสียเลย”
หลังจากที่กำหนดวันเคลื่อนทัพได้แล้ว ผมและปานฯ ได้คุยกันเรื่องนี้
“ผมปรึกษาคุณพ่อแล้วเห็นว่าน่าจะเป็นวันอาทิตย์นี้ที่เราจะไปคารวะคุณพ่อปานฯ ที่บ้านเมืองนนท์ ปานฯ มีความเห็นว่ายังไง?”
“ตกลงจะลุยจริงๆ หรือคะ?” ทั้งสีหน้าและน้ำเสียงบ่งบอกถึงความไม่มั่นใจ แต่ผมไม่เชื่อว่าจะไม่แอบพอใจอยู่ลึกๆ เพราะแววตาบอกอย่างนั้น
“จริงสิ ที่ปานฯ ต้องทำคือเรียนให้ท่านทราบ”
“แล้วปานฯ จะไปเรียนคุณพ่อว่ายังไงดีล่ะ”
ผมตรองดูครู่เหนึ่ง บอกว่า
“จะเรียนท่านไปตามตรงก็เกรงว่าท่านจะสงสัย คุณพ่อผมบอกว่าต้องจู่โจมอย่าให้ท่านรู้ตัว….อืม….อย่างนี้ได้ไหม เรียนท่านว่าจะมีเพื่อนมาเที่ยวที่บ้านเป็นเชิงบอกกล่าวและขออนุญาตโดยไม่ต้องบอกว่าคุณพ่อและคุณแม่จะมาด้วย เมื่อไปถึงค่อยเรียนท่านแล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อผมต่อไป”
“ก็…..ตามใจเถอะค่ะ ปานฯ จะบอกไม่รู้ไม่ชี้แล้วกัน”
การไม่ทัดทานหมายถึงการอนุญาตกลายๆ ย่อมอธิบายถึงความรู้สึกในส่วนลึกได้ หากข้างหน้าเป็นกับดัก คงไม่มีใครจะดูดายปล่อยให้เข้าติดกับเป็นแน่โดยเฉพาะเป็นคนที่รัก ใครจะรู้ใจใครได้ดีกว่าคนที่อยู่ร่วมสายโลหิตกันมาแต่ไหนๆ นั่นเป็นคำตอบที่ไม่ใช่เกิดจากการเดาโดยไม่มีข้อมูลแต่มีเหตุและผลพอที่จะรุกหน้าต่อไปได้
ต้นถนนสายเล็กที่แยกจากเส้นทางใหญ่ก่อนถึงตลาดกลางของเมืองค่อนข้างจะแออัดไปด้วยห้องแถวที่ทำมาค้ากันอย่างคึกคัก ผ่านไปไม่เกินหนึ่งร้อยเมตรแปรเปลี่ยนบ้านเรือนเป็นแนวขนานไปกับถนนจนแทบไม่มีที่ว่างเปล่า ต่อเมื่อแยกเข้าถนนซอยอีกสายหนึ่ง บ้านเรือนจึงค่อยบางตาลง ปลูก[ha]งกันมากขึ้น ชุ่มชื่นร่มรื่นด้วยความเขียวสดของเหล่าพรรณไม้นานา
ปานฯ จัดการดึงตัวคุณพ่อและคุณแม่ให้มานั่งเล่นรับลมเย็นยามเช้าที่ชั้นล่างของบ้านเรือนไทยยกพื้นสูง บริเวณตรงกลางใต้พื้นชานเรือนมีโต๊ะไม้สักขนาดใหญ่ ล้อมด้วยเก้าอี้ทั้งสี่ด้านเฉพาะที่หัวและท้ายโต๊ะเท่านั้นที่ตั้งเก้าอี้เพียงฟากละหนึ่งตัว ด้านยาวทั้งสองมีด้านละสามตัว กลางโต๊ะมีแจกันลักษณะเป็นชามปากกว้างประดับด้วยกล้วยไม้สดสีม่วงแกมขาวยาวย้อยห้อยไปรอบทิศ ด้านที่ชิดกับหน้าเรือนมีตั่งขนาดใหญ่วางอยู่ มีหมอนอิงผ้าลายไทยวางอยู่สองด้าน อีกด้านซึ่งเป็นด้านข้างของตัวบ้านหันสู่คลองสายเล็กที่ทอดผ่านลึกเข้าไปไม่มีที่สิ้นสุด
ผู้เป็นพ่อกำลังดื่มชาร้อนๆ นั่งอิงหมอนอิง ชันเข่าข้างหนึ่งเป็นที่ท้าวแขน ข้างๆ มีชุดชงน้ำชา มีตัวกาดินเผาขนาดกะทัดรัดพร้อมถ้วยชาใบเล็กสี่ใบวางอยู่บนถาดที่มีร่องอยู่ตรงกลาง ด้านล่างเป็นภาชนะสำหรับรับน้ำร้อนและน้ำชาที่ไหลล้นออกมาจากตัวกาน้ำชา
ผู้เป็นแม่นั่งพับเพียบ อิงกายเข้ากับหมอนอิง จัดคุกกี้แผ่นบางๆ ชิ้นเล็กลงใส่จาน โดยมีปานฯ นั่งพับเพียบหลังตรงกำลังอ่านหนังสือให้คุณพ่อและคุณแม่ฟัง
ผมขับรถให้คุณพ่อนั่งหน้าคู่กับผม ส่วนคุณแม่นั่งหลัง เมื่อมองจากภายนอกแทบจะมองไม่เห็นตัวเรือน เนื่องจากถูกบดบังด้วยไม้ใหญ่ประเภทต้นก้ามปูสามสี่ต้นที่ขยายกิ่งก้านสาขาลงปกคลุมหลังคาเรือน อีกพรรณไม้อื่นที่ขึ้นสลับดูซับซ้อนแต่เป็นระเบียบดี
เด็กสาวคนหนึ่งวิ่งตรงมาที่ประตูรั้ว เปิดประตูรั้วให้ ผมลดหน้าต่างรถลง บอกว่า
“ผมจะมาพบคุณปานฯ ช่วยเรียนคุณปานฯ ให้หน่อย”
เด็กสาวยิ้มกว้างขวาง บอกว่า
“เชิญค่ะ ขับตรงเข้าไปและจอดรถทางขวานะคะ”
เสียงล้อรถยนต์บดถนนที่โรยด้วยกรวดเม็ดเล็กทำให้ใจของผมสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อจอดรถสนิท ปานฯ เดินตรงมาที่รถ ประนมมือไหว้พร้อมย่อตัวลงอย่างอ่อนช้อย คุณพ่อคุณแม่ยกมือไหว้ตอบ ผมรีบลงจากรถมา เปิดประตูรถให้
“สวัสดีค่ะคุณอา เชิญด้านในก่อนค่ะ”
ผมแอบเห็นทั้งคุณพ่อและคุณแม่มองดูปานฯ อย่างพินิจ ใบหน้ามีรอยยิ้มด้วยความพึงใจ
ผมแอบกระซิบกับปานฯ ขณะที่เดินไปยังหน้าเรือนว่า
“อากาศดีใช่ไหมปานฯ”
ปานอมยิ้ม ตอบแทบไม่ขยับปากว่า
“ยังดีอยู่มากค่ะ”
เมื่อเราเดินไปถึงหน้าเรือน คุณพ่อและคุณแม่ของปานฯ ลุกขึ้นจากตั่ง เดินมาต้อนรับเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนเป็นผู้ใหญ่ สายตาที่มองลูกสาวที่เดินนำมาเต็มไปด้วยคำถาม โดยเฉพาะคุณพ่อของปานฯ ที่หันไปมองลูกสาวตรงๆ เมื่อท่านเห็นผมเข้า ผมเดาว่าท่านคงจำผมได้อย่างแน่นอน
ปานพูดแนะนำขึ้นว่า
“คุณพ่อคะ คุณแม่คะ คุณพ่อและคุณแม่ของเพื่อนหนูค่ะที่หนูเรียนไว้ว่าจะมาเที่ยวที่บ้านวันนี้ค่ะ”
เราต่างยกมือไหว้อย่างนอบน้อม คุณพ่อเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็นมิตรว่า
“สวัสดีครับท่าน ต้องกราบขออภัยท่านอย่างใหญ่หลวงที่ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า บังเอิญเพิ่งทราบจากลูกชายว่าจะมาเที่ยวบ้านเพื่อนที่เมืองนนท์ ผมเองไม่ได้มาเที่ยวแถวเมืองนนท์หลายปีดีดัก เลยขอลูกตามมาด้วย ทั้งได้ทำความรู้จักเพื่อนๆ ของลูกชายด้วย และทราบมาเลาๆ ว่าบ้านหลานปานฯ นั้นร่มรื่นน่าอยู่น่าอาศัย แถมยังเป็นบ้านทรงไทยที่แสนคลาสสิก จึงกระหายที่จะได้มาเห็นสักครั้ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะไม่ถือโทษที่ผมถือวิสาสะจนเกินไป”
คุณพ่อของปานฯ ตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก ได้แต่ยิ้มกว้างขวางต้อนรับ รับไหว้และเชื้อเชิญให้เข้าไปนั่งที่โต๊ะรับแขก พลางกล่าวขึ้นว่า
“จะเป็นไรเล่าครับ ดีเสียอีกที่มีโอกาสได้ต้อนรับทั้งเพื่อนลูกสาวพร้อมพ่อและแม่ด้วยยิ่งเป็นการดีใหญ่ กลัวอย่างเดียวว่าจะต้อนรับไม่ดีพอเสียล่ะมากกว่า”
ก่อนจะนั่งลงคุณพ่อรับถุงพลาสติกจากคุณแม่ ยื่นมอบให้ พลางกล่าวว่า
“ผมเป็นคนชอบดื่มชา และเห็นว่าน้ำชามีประโยชน์ต่อร่างกายสารพัดเหมาะสำหรับทุกวัย เลยติดมือมาฝากท่าน”
คุณพ่อรู้จักเลือกของกำนัลที่เหมาะกับโอกาส มันไม่สูงค่าจนผู้รับอึดอัด มีคุณค่าสำหรับการเริ่มสัมพันธภาพ นั่นเป็นเพราะปานฯ ที่ให้ข้อมูลไว้
เด็กสาวที่เปิดประตูรั้วเมื่อครู่รินน้ำเย็นมาบริการให้
“ช่างบังเอิญเสียจริง ผมก็นิยมการดื่มชา จริงอย่างที่คุณว่าแหละชามีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยเฉพาะคนสูงอายุอย่างเรา” คุณพ่อของปานฯ รับห่อชานั้นไว้ ส่งต่อให้ภรรยา
“จริงครับ เพราะใบชามีสารชนิดหนึ่ง ผมจำไม่ได้หรอกครับว่าเขาเรียกสารนี้ว่าอะไรที่เป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยให้หลอดเลือดไม่อุดตัน และยังช่วยการขับถ่ายของไขมันไม่ให้เกาะกับเส้นเลือดของเรา”
ผมไม่ทราบว่าคุณพ่อทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสรรพคุณของชาได้อย่างไร และที่พ่อบอกว่าชอบดื่มชา ผมเคยเห็นเพียงนานๆ ครั้งเท่านั้นที่คุณพ่อจะชงชาดื่ม
คุณพ่อของปานฯ บอกว่า
“สารที่ว่านั่นเขาเรียกว่าสารแทนนิ่นครับ”
“อืม นั่นสิ ผมเคยจำได้แต่ก็ลืมไปสนิท จะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก นี่แสดงว่าท่านต้องมีความรอบรู้เกี่ยวกับชามากแน่นอน”
เมื่อเห็นว่าคุณพ่อของปานฯ และคุณพ่อของผมเริ่มสนทนากันเรื่องชาเป็นปฐมบท คุณแม่ของปานฯ หันมาคุยกับคุณแม่ของผม บอกว่า
“ปล่อยให้ผู้ชายเค้าคุยกันเรื่องชาไปเถิดค่ะ ดิฉันจะพาคุณนายไปเดินเล่นรอบบริเวณบ้านจะดีกว่าไหมคะ”
“อย่าเรียกดิฉันว่าคุณนายเลยค่ะ ฟังดู[ha]งเหินจัง เรียกดิฉันว่าอี๊ดแล้วกันค่ะ” คุณแม่บอกชื่อเล่น พลางลุกขึ้นตามคุณแม่ของปานฯ ปานฯ ทำท่าจะลุกขึ้นด้วยแต่ผมขยิบตาเป็นสัญญาณ เธอจึงนั่งนิ่งอยู่ตามเดิม
คุณแม่ของปานฯ เอ่ยขึ้นบ้างว่า
“งั้นเรียกดิฉันว่าส้มนะคะ”
การสนทนาเรื่องชาระหว่างคุณพ่อเป็นไปอย่างออกรส ส่วนใหญ่คุณพ่อของปานฯ จะเป็นผู้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวชา ทั้งเรื่องพิธีการชงชาของจีนซึ่งมีการสืบทอดมาอย่างไร พิธีการชงชาของญี่ปุ่นที่ทั้งหรูหราและมีพิธีการมากๆ เรื่อยไปจนถึงการชงชาแบบอังกฤษ คุณพ่อผมตั้งใจฟังเป็นอย่างดี บางครั้งจะถามแทรกบ้างเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อสิ่งที่ผู้พูดกำลังพูด
คุณพ่อของผมเอ่ยขึ้นตอนหนึ่งว่า
“บรรยากาศรอบบ้านแสนจะอบอุ่นเช่นนี้ เต็มไปด้วยกล้วยไม้หลากชนิดและสีสัน เหมาะสำหรับการนั่งจิบชาไป ชื่นชมธรรมชาติไป ช่างเป็นชีวิตที่น่าอิจฉาเสียจริงนะครับ กล้วยไม้ที่เห็นเหล่านี้ท่านเป็นคนเลี้ยงเองสิครับ”
“อย่าเรียกผมว่าท่านเลย เรียกชื่อสมควรดีกว่า ใช่ครับ ผมเป็นคนเลี้ยงเอง มีเรือนกล้วยไม้ที่หลังบ้าน ไปสิครับ ผมจะพาไปดู”
“โอ้โฮ! ถึงกับมีเรือนกล้วยไม้เชียวหรือครับ งั้นผมต้องขอไปชมหน่อยล่ะครับ คุณสมควรท่าจะมีความรู้หลากหลายเชียวนะครับ”
คุณพ่อของปานฯ ยิ้มแก้มแทบปริที่ได้ฟังคำสรรเสริญจากคุณพ่อ ท่านลุกขึ้นเดินนำคุณพ่อ
คุณพ่อบอกว่า
“ปล่อยให้เด็กๆ เขาคุยกันไปเถิดนะครับ เขาคงจะยังไม่สนใจเรื่องชาเรื่องกล้วยไม้เท่าไรหรอก”
ทันทีที่คุณพ่อทั้งสองเดินลับสายตาไปที่ด้านหลังบ้าน ผมและปานฯ ถอนใจออกมาพร้อมกันเฮือกใหญ่ หันมายิ้มให้กันอย่างเปิดเผย
ปานฯ บอกว่า
“จริงอย่างที่คุณบอกเลยนะคะที่คุณพ่อคุณเป็นนักเจรจาตัวยงคนหนึ่ง นำเรื่องชาขึ้นมาเป็นประเด็นสนทนาก่อน ตอนแรกปานฯ คิดว่าท่านจะตรงเข้าประเด็นเลย แต่ที่ไหนได้”
“ผมรับรองครับว่าท่านจะยังไม่พูดถึงเรื่องที่ต้องการจะพูดหรอก ยังอีกนาน ท่านจะชวนคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อยและวกเข้าเรื่องโดยที่คู่สนทนาไม่ทันรู้ตัว ท่านจะสร้างความเป็นกันเองให้เกิดขึ้นให้ได้ เมื่อความเป็นกันเองเกิดขึ้นการเจรจาเรื่องอื่นก็ง่ายเข้า”
“เดี๋ยวปานฯ คงเป็นจำเลยให้คุณพ่อซักแน่ ตะกี้คุณพ่อมองปานฯ ด้วยสายตาประหลาดๆ”
“ก็คงมีแหละ ว่าแต่ ปานฯ ประเมินสถานการณ์จากลักษณะของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ดีมากค่ะ ลำพังที่บ้านไม่ค่อยมีโอกาสได้ต้อนรับใครมากนักหรอกค่ะหลังจากที่คุณพ่อเกษียนจากราชการแล้ว หากมีคู่สนทนาที่ออกรสแบบนี้ ปานฯ ว่าคุณพ่อคงเชิญให้อยู่รับประทานอาหารเที่ยงด้วยแน่” ทั้งสายตา ใบหน้าและรอยยิ้มเล็กๆ บ่งบอกถึงความสบายใจ เธอหันไปเรียกเด็กสาวที่นั่งอยู่ไม่ไกลออกไปบอกให้ไปเตรียมสำรับสำหรับอาหารกลางวันให้ครบจำนวนคน
“คุณแม่ปานฯ ก็เป็นกันเองมากนะครับ หน้าตาท่าทางท่านใจดีจัง” ผมชื่นชมจากใจจริง
“คุณแม่น่ารักค่ะ คุณแม่คุณท่าทางเป็นอย่างที่คุณบอกไว้เลยนะคะ”
“ผมว่าคุณแม่จะต้องพูดจนหาพวกได้อีกคนแหละ รับรองจะเป็นกองหนุนอย่างดี”
เสียงหัวเราะของคุณพ่อทั้งสองดังแว่วมาจากด้านหลังบ้าน เราต่างมองตากันด้วยความยินดี
บทที่ 20 - ปูทาง
ลำคลองสายเล็กที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามายาวคดเคี้ยวลึกเข้าไปผ่านด้านข้างของที่ดินมีต้นมะพร้าวเรียงรายไป มีศาลาริมน้ำสร้างด้วยไม้ทั้งหลังแม้จะดูเก่าไปบ้างแต่ยังแข็งแรง สะอาดตา จากศาลาริมน้ำ เมื่อมองไปยังด้านหลังที่ดินมีต้นผลไม้หลากชนิดทั้งชมพู่ ขนุน มะม่วง บางต้นสูงใหญ่เหมือนอยู่มาจนเก่าแก่ใกล้เคียงกับอายุของบ้านทรงไทยหลังนี้ที่แม้จะเก่าแต่ดูเป็นสง่า ให้ความอบอุ่นแก่ผู้อาศัย
ปานฯ ชวนผมให้มานั่งเล่นที่ศาลาริมน้ำ เห็นคุณแม่ทั้งสองกำลังสนทนากันอย่างสนุกสนานในครัวซึ่งตั้งอยู่หลังบ้าน มีแม่ครัวและเด็กสาวคนนั้นกำลังจัดแจงเรื่องในครัวอยู่
เราลุกขึ้นเมื่อเห็นคุณพ่อทั้งสองเดินออกจากเรือนกล้วยไม้ คุยกันไป หัวเราะกันไปราวกับคุ้นเคยกันมาแรมปี เมื่อเข้ามาใกล้พอจะได้ยินการสนทนา ผมและปานฯ ต่างมองตากันเมื่อจับความได้ว่าท่านทั้งสองกำลังคุยกันเรื่องกอล์ฟอย่างออกรส คุณพ่อคงมีเรื่องคุยมากกมายเกี่ยวกับกอล์ฟ เห็นท่านทำท่าทำทางสวงิกอล์ฟประกอบไปด้วย
คุณพ่อของปานฯ โบกมือเรียกลูกสาว พลางเอ่ยขึ้นว่า
“พ่อชวนคุณศักดิ์เขารับประทานอาหารเที่ยงด้วยกัน เข้าไปบอกแม่หน่อยว่าให้ช่วยเตรียมให้ด้วย”
ปานฯ อมยิ้มบอกว่า
“คุณแม่คงกำลังจัดการอยู่มังคะ เห็นอยู่ในครัวกับคุณอาอี๊ดค่ะ”
คุณพ่อของปานฯ ชวนคุณพ่อไปนั่งเล่นที่ตั่ง จัดการชงชาไปพลางคุยเรื่องกอล์ฟไปด้วย
คุณพ่อพูดขึ้นว่า
“ได้พบคู่สนทนาที่ถูกคอเช่นนี้ เห็นทีผมต้องชวนคุณสมควรไปออกรอบบ้างล่ะ”
“ยินดีอย่างยิ่งเลย น่าเสียดายที่ลูกสาวผมเค้าไม่เล่นกอล์ฟ ผมพยายามคะยั้นคะยอเท่าไรก็ไม่ยอมเล่น บอกว่ากลัวผิวจะเสีย” พูดพลางหันมามองหน้าลูกสาว หัวเราะเสียงดัง
ปานฯ ตอบไปทันทีว่า
“ลูกเริ่มหัดเล่นแล้วนะคะคุณพ่อ จะได้ไปเล่นเป็นเพื่อนคุณพ่อบ้างไงคะ ตอนนี้ก็พอตีได้บ้างแล้วค่ะ”
“อ้าว! ไปแอบหัดตั้งแต่เมื่อไร ไม่เห็นบอกพ่อบ้างเลย ดี ดี” ใบหน้าแสดงความปิติอย่างเด่นชัด
“ก็อยากให้คุณพ่อเซอร์ไพรส์ไงคะ” ปานฯ ตอบ
“แล้วลูกชายคุณศักดิ์ล่ะ ไม่ทราบว่าเล่นกอล์ฟหรือเปล่า?” คุณพ่อปานฯ หันมามองทางผม ๆ ตอบว่า
“ผมเล่นบ้างครับ ถ้าคุณอากับคุณพ่อจะไปเล่นกอล์ฟ ผมจะขออนุญาตตามไปด้วยนะครับ” ตอนแรกผมคิดจะบอกว่าที่ปานฯ เล่นกอล์ฟเป็นเพราะผมเป็นคนหัดให้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะตัวจิ๊กซอจะเข้าล็อคหรือยัง เลยนิ่งเฉยไว้ก่อน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคุณพ่อนำทางน่าจะเหมาะกว่า
“วิเศษสิ งั้นก็ให้ทั้งลูกสาวและลูกชายไปเล่นด้วย ครบก๊วนพอดี” คุณพ่อเอ่ยขึ้น ตามด้วยเสียงหัวเราะ คุณพ่อเอ่ยต่อว่า “แล้วผมจะจัดการจองสนามให้เรียบร้อยเลยนะครับ”
“ดีเลย ว่าแต่เราจะจับคู่กันอย่างไรดีล่ะ?” คุณพ่อปานเอ่ยถามขึ้น
“ผมเดาว่าคุณสมควรคงฝีมือเหนือผมอยู่ขั้นหนึ่งล่ะ ยังไงก็ต้องต่อให้ผมกับลูกชายคู่กัน ส่วนลูกปานฯ แม้จะเพิ่งเริ่มเล่น ไม่รู้ว่าฝีมือเป็นยังไงต้องคู่กับคุณพ่อ ส่วนตัวเรา ผมไม่เอาแต้มต่อเลย เห็นว่าเป็นยังไงบ้างครับ?”
ปานฯ เอ่ยขึ้นกับคุณพ่อว่า
“ปานฯ รับรองว่าจะไม่ทำให้คุณพ่อผิดหวังค่ะ สู้ค่ะคุณพ่อ”
“งั้นก็ตกลงสิครับ ลูกสาวสู้ พ่อไม่สู้ได้ยังไง”
คุณพ่อของปานฯ หัวเราะร่า หันไปจับศีรษะของลูกสาวขยี้เบาๆ อย่างรักใคร่
เด็กสาวรับใช้แบกถาดอาหารจากหลังครัว วางลงบนที่โต๊ะเตรียมอาหารด้านหลัง คุณแม่ทั้งสองเดินคุยกันมาน้ำเสียงรื่นเริง ในมือต่างถือถาดเล็กคนละใบมาด้วย
คุณแม่ของปานฯ เอ่ยเรียกขึ้น
“เชิญทานข้าวต้มกระดูกหมูฝีมือคุณอี๊ดเชียวนะคะ น่าอายจังที่ทำให้แขกเดือดร้อนต้องมาทำข้าวต้มให้เราทานกัน”
“อูย อะไรกันคะคุณส้ม เดือดร้อนที่ไหนกันคะ ถ้าชิมแล้วอร่อย ให้ลูกปานฯ มาฝึกกับดิฉันซีคะ จะได้มาทำให้คุณพ่อคุณแม่ทานที่บ้านได้” ผมนึกนิยมคุณแม่อยู่ในใจ
ปานฯ แอบยิ้มอยู่เงียบๆ ประนมมือไหว้ พลางเอ่ยว่า
“เป็นความกรุณาของคุณอาอย่างยิ่งเชียวค่ะ” เธอสวมรอยได้สนิทดี
บนโต๊ะมีชามข้าวต้มขาวไม่มีน้ำข้าวต้มชามใหญ่ หม้ออลูมิเนียมมีน้ำซุปและกระดูกหมู มีถ้วยชามขนาดเล็กสี่ห้าใบ ใบหนึ่งใส่กระเทียมเจียว อีกใบใส่ต้นหอมและต้นคึ่นไช่ซอย ที่เหลือใส่พริกน้ำส้ม พริกป่น น้ำตาลขาว น้ำปลา พริกป่นและพริกไทยดำ
คุณแม่ของปานฯ ตักข้าวต้มใส่ชาม ส่งให้คุณแม่ผมตักน้ำซุปและกระดูกหมูใส่ ปานฯ ทำหน้าที่ลำเลียงแต่ละชามวางตรงหน้า ต่างคนต่างเลือกเครื่องปรุงกันตามสะดวก ผมช่วยรินน้ำเย็นจากเหยือกแก้วใสขนาดใหญ่ลงในแก้วแต่ละใบ
ข้าวต้มมื้อกลางวันมื้อนั้นมีรสชาติกว่าปกติ การสนทนาบนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง ต่างหัวราะ ยิ้มแย้ม ใบหน้าสดใส ผมกับปานฯ ลอบสบตาส่งยิ้มให้กันอยู่เนืองๆ
หลังอาหารเที่ยง คุณแม่ของปานฯ ชวนคุณแม่ของผมขึ้นเรือนหายลับไป ปานฯ ชวนผมออกเดินเล่นรอบบริเวณบ้าน ปล่อยให้คุณพ่อทั้งสองได้สนทนากันต่อ
บ้านทรงไทยและบรรยากาศโดยรอบดูเป็นธรรมชาติกลมกลืนกันเป็นอย่างดี แม้แสงอาทิตย์จะจัดจ้านแต่ร่มเงาของไม้ใหญ่และสายลมที่โชยมาไม่ขาดระยะพาเอากลิ่นไอของธรรมชาติและแม่น้ำลำคลองมาด้วยช่วยให้คลายร้อนลงไปได้มากมาย โดยเฉพาะจิตใจของเราทั้งสองที่เคยร้อนรุ่มกลับชุ่มชื่นขึ้นราวเสพน้ำทิพย์จากสรวงสวรรค์
โปรดติดตามตอนต่อไป >>>

Leave a comment