เมื่อผมไปซ้อมกอล์ฟกับสาวสวย ตอนที่ 21-26 (ตอนจบ)
- Filed under: Series
- Date: Apr 18,2008
บทที่ 21- เดิมพัน
ระหว่างที่เราเดินทางกลับ ใบหน้าของคุณพ่อยิ้มแย้มแจ่มใสมาตลอด เช่นเดียวกับคุณแม่ ผมอยากสอบถามความคืบหน้าและความเป็นไปใจจะขาด แต่เมื่อเห็นว่าทั้งสองท่านยังเฉยอยู่ ผมจึงต้องวางเฉยเช่นกัน
คุณแม่เอ่ยขึ้นก่อนว่า
“คุณเชื่อไหมว่าดิฉันได้ความรู้เพิ่มเติมมาอีกมากมายจากคุณส้ม…..” คุณแม่เว้นวรรคเพื่อกระตุ้นความสนใจจากผมและคุณพ่อ
“ก็ว่าไปสิ ผมรอฟังอยู่” คุณพ่อบอก น้ำเสียงหงุดหงิดเล็กๆ
“คุณส้มแกบอกว่า คุณสมควรน่ะรักลูกสาวยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ อยากให้ลูกสบายเลย พอดีมีเพื่อนเก่าแก่ของท่านมาทาบทามขอลูกสาวให้กับลูกชาย คุณสมควรเห็นว่าเพื่อนเป็นคนดี มีฐานะทางสังคมสูง ลูกชายก็จบเมืองนอกมา หน้าที่การงานก็ดีเลยตกปากรับคำไปโดยไม่ได้บอกให้ลูกสาวรู้ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาระหว่างพ่อกับลูก…..
…..และด้วยความรักลูกนี่แหละ คุณสมควรจึงให้ลูกน้องเก่าช่วยสืบเสาะหาความจริงเกี่ยวกับความประพฤติของว่าที่ลูกเขย ปรากฏว่าสืบไปสืบมารู้ว่า อะไรๆ ก็ดีหมด เสียอย่างเดียว ชอบเล่นการพนัน และมีทีท่าว่าจะหนักข้อขึ้นทุกที…..
…..แกเลยชักไม่มั่นใจ ประกอบกับคุณสมควรน่ะไปพบลูกสาวทานข้าวกับลูกชายเรา แกเลยส่งสายสืบหารายละเอียดเกี่ยวกับลูกชายของเรา และทราบว่าลูกชายของเราความประพฤติดี ครอบครัวเราก็ใช่ว่าจะน้อยหน้าใคร แกเลยค่อยวางใจได้ ถ้าเป็นแบบนี้ ความหวังที่คุณจะมีลูกสะใภ้คงสว่างไสวดีอยู่นะคะ”
หัวใจของผมพองโตคับอก ดีใจจนบอกไม่ถูก ยิ้มแก้มป่องจนหุบไม่ลง
คุณพ่อเสริมขึ้นว่า
“งั้นคงไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะ เพราะผมเองได้พูดทำนองหยั่งเสียงแกเรื่องการครองเรือนว่าน่าจะปลูกเรือนตามใจผู้อยู่ ดูซิว่าแกจะมีความเห็นเป็นอย่างไร คุณสมควรแกไม่ออกความเห็นมาก เมื่อเลียบๆ เคียงๆ ถามถึงความเห็นทั่วๆ ไปเรื่องการเลือกคู่ครองให้ลูก แกก็พูดเป็นกลางๆ ไม่ซ้ายจัด หรือขวาจัด น่าจะสมรับกับข้อมูลของคุณที่ได้จากคุณส้ม แกกลัวว่าลูกจะไปลำบากเพราะสบายมาจนเคยตัว พ่อและแม่ก็ตามใจกันมาเรื่อย หากไปเจอคู่ครองไม่ดีเข้า แกคงตายตาไม่หลับ…..
…..และดูแกค่อนข้างจะถูกอัธยาศัยกับผมพอสมควรนะ คงไม่มีปัญหาแหละ ถ้าได้ไปเล่นกอล์ฟกัน ผมจะได้ทาบทามสู่ขอในสนามกอล์ฟเสียเลย ดีไหมลูก?” คุณพ่อหันมาถามผม
“ก็สุดแล้วแต่คุณพ่อกับคุณแม่จะจัดการเถิดครับ” ใจผมอยากบอกว่าดีมากครับมากกว่า
เช้าตรู่วันเสาร์ เราหมายถึงคุณพ่อกับผมไปรับปานฯ และคุณพ่อที่คอนโดฯ รถเก๋งคันใหญ่ของคุณพ่อบรรจุถุงกอล์ฟสี่ใบได้อย่างสบายๆ คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ ทักทายกันอย่างสนิทสนมชิดเชื้อ คุยกันเสียงดังลั่น
ปานฯ นั่งที่นั่งตอนหน้าคู่กับผม ผมไม่กล้าที่จะเปิดตัวอะไรมากนอกจากแอบส่งยิ้มให้กัน เมื่อไปถึงสนาม คุณพ่อสั่งรถกอล์ฟสามคัน ให้ผมและปานฯ นั่งคันเดียวกันราวกับรู้ใจ ส่วนท่านและคุณพ่อของปานฯ ใช้กันคนละคัน
บนแท่นทีหลุม 1 การจับคู่เล่นเป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว คุณพ่อของปานฯ ถามขึ้นว่า
“เราจะมีเดิมพันติดปลายไม้กันอย่างไรดีล่ะคุณศักดิ์”
คุณพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี บอกว่า
“เรื่องเดิมพันนั้นผมอยากจะอุบเอาไว้ก่อน ผมจะเขียนลงในกระดาษให้เด็กแค้ดดี้ถือเอาไว้ เมื่อเราเล่นถึงหลุม 18 ก่อนที่เราจะเริ่มเล่นค่อยเอามาเปิดดู ถ้าคุณสมควรเห็นว่าที่ผมเสนอพอรับได้ก็เป็นอันตกลง แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่พร้อมที่จะรับ เราค่อยมาคุยกันในรายละเอียดอีกครั้ง อย่างนี้จะดีไหมครับ ผมว่าสนุกตื่นเต้นดีออก ”
“แหม คุณศักดิ์ นอกจากเป็นนักเจรจาชั้นเลิศแล้ว ยังเป็นนักจิตวิทยาอีกด้วย ผมว่าการเล่นกอล์ฟวันนี้จะต้องเป็นแมทช์ที่เร้าใจที่สุดในชีวิตทีเดียว แต่ผมขอเสริมอะไรสักนิดแล้วกันคือ ผมเองก็จะเขียนข้อความใส่กระดาษอีกแผ่นหนึ่ง แล้วเราค่อยมาเปิดดูพร้อมกัน ไม่ใช่อะไร ผมไม่อยากเอาเปรียบคุณ คุณเองทราบว่าเดิมพันนั้นคืออะไรแต่ผมไม่ทราบ ผมก็อยากจะให้เหมือนกันบ้าง จะได้เสมอกันสองฝ่าย ดีไหมครับ?”
“ตกลงตามนี้เลยครับ” คุณพ่อบอก ฉีกกระดาษจากสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ติดตัวมาด้วย ยื่นส่งให้คุณสมควรแผ่นหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเขียนข้อความลงในกระดาษ พับและส่งให้แค้ดดี้เก็บไว้
ผมและปานฯ อมยิ้ม มองดูผู้ใหญ่สองคนที่ต่างมีลับลมคมในไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คุณพ่อของปานฯ เป็นคนเริ่มเล่นก่อน แม้จะตีลูกออกไปไม่ไกลนักแต่เป็นเส้นตรงลูกไปอยู่กึ่งกลางสนาม คุณพ่อตีลูกออกไป ลูกไปหยุดอยู่ใกล้เคียงกัน ส่วนผมตีลูกออกไปไกลกว่าท่านทั้งสองมากนัก ผมให้ปานฯ ไปเล่นที่แท่นทีสำหรับสตรี ปานฯ ตีลูกออกไปได้ดี ไกลกว่าลูกผมด้วยซ้ำ เราต่างปรบมือให้แก่กัน
ผมค่อนข้างจะภูมิใจในฝีมือของปานฯ ที่เล่นได้สม่ำเสมอดี คุณพ่อของปานฯ ทักขึ้นว่า
“พ่อไม่นึกว่าลูกจะเล่นได้ดีขนาดนี้เลยนะ ไม่เห็นเหมือนมือใหม่เลย”
“หนูมีครูดีค่ะคุณพ่อ” ปานตอบ หันมาหลิ่วตาให้กับผม
“ครูต้องน่ารักด้วยใช่ไหม ลูกศิษย์ถึงได้ตั้งใจเรียน” คุณพ่อของปานฯ พูดเป็นนัยให้เราทั้งสองคนอดสงสัยไม่ได้ ท่านหัวเราะ หึ หึ อยู่ในลำคอ
คุณพ่อและคุณพ่อของปานฯ เล่นได้ใกล้เคียงกันมาก จะต่างกันเล็กน้อยเมื่อลูกขึ้นกรีนแล้วซึ่งคุณพ่อของปานฯ เล่นลูกพัทท์ได้ดีกว่า คุณพ่อทั้งสองขับรถกอล์ฟเคียงกันไป คุยกันไปอย่างสนิทสนม บางครั้งมีการพูดกระเซ้าเย้าแหย่กันบ้างเล็กๆ น้อยๆ
ผมขับรถกอล์ฟให้ปานฯ นั่ง บางครั้งแอบจับมือเธอบ้างเมื่อเห็นว่าไม่อยู่ในสายตาของผู้ใหญ่
ผมพูดพอให้ได้ยินกันเพียงสองคนว่า
“ถึงตอนนี้แล้ว ผมยังคิดถึงคุณอยู่เสมอทุกวันเลย” ปานฯ ยิ้มด้วยความเอียงอาย บอกว่า
“แล้วอย่าไปบอกใครนะว่า ปานฯ ก็คิดถึงคุณเหมือนกัน”
“จริงๆ เหรอ?”
“ก็จะได้ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันไงคะ ว่าแต่คุณจะคิดถึงปานฯ ไปนานแค่ไหนก็ไม่รู้ซี”
“ผมหวังว่าปานฯ คงรู้ว่าผมบริสุทธิ์ใจ ถ้าพื้นฐานดี มีความเข้าใจ สวิงก็จะดีและอยู่ไปได้ตราบนานเท่านาน แม้จะอ่อนแรงลงไปบ้างเมื่อยามแก่เฒ่า จะมีเพียงระยะทางเท่านั้นที่ลดลง แต่ความแน่นอนยังคงเดิม” ผมไม่รู้ว่าเอาไปเปรียบกับกอล์ฟได้ยังไง มันคนละเรื่องเดียวกันหรือเปล่าก็ไม่รู้
“คุณนี่ ช่างเหมือนคุณพ่อเข้าไปทุกวัน คำถามง่ายๆ ตอบวกวนไปไหนก็ไม่รู้ ต้องให้แปลความหมายอยู่เรื่อย” ไม่พูดเปล่า ปานถอดถุงมือข้างหนึ่งออกเพื่อหยิกผมได้ถนัดขึ้น
การเล่นค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน ผมพยายามเล่นสุดฝีมือที่มีอยู่ แต่ใช่ว่าจะชนะได้ง่ายๆ บางครั้งตีผิดพลาดตกน้ำตกท่าจะถูกคุณพ่อดุว่า
“อย่าเล่นกอล์ฟประมาทนักสิ ธงปักชิดไปทางริมน้ำขืนเล็งไปที่ธงถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมานิดเดียวก็ลงน้ำ เล็งไปที่กลางกรีนไว้ก่อน ผิดพลาดยังไงก็ไม่เสียหาย” หรือ
“ช่องที่เล็งไปน่ะมีอยู่นิดเดียว เกิดพลาดไปตีชนต้นไม้เข้าจะเสียหายหนัก เวลาแก้ไขน่ะเอาให้มันแน่ใจว่าแก้ไข ไม่ใช่แก้จนเสีย เลือกทางเล่นให้มันปลอดภัย ยังมีโอกาสอยู่เสมอแหละ ใครจะไปรู้เราอาจตีลูกครั้งต่อไปลงหลุมไปเลยก็ได้ หรือเข้าไปใกล้ธงมากๆ ก็ได้ หรือขึ้นกรีนแล้วพัทท์เดียวก็ได้อีก อะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ ต้องสร้างโอกาส ไม่ใช่เสี่ยงหรือทำลายโอกาส เข้าใจไหม?”
ผมยอมรับว่าที่คุณพ่อพูดมีเหตุผลดีตรงกับที่เคยอ่านเจอในหนังสือกอล์ฟ แต่บางทีก็เผลอใจ ตีลุยไปเรื่อย ไม่ระวังเท่าที่ควร ผลก็คือหลุมนั้นคะแนนออกมาบานแฉ่ง ถ้าเล่นแบบนับแต้มอาจเป็นเพราะหลุมนั้นหลุมเดียวที่ทำให้น้ำตาตกได้ การเล่นแบบแมทช์เพลย์คือแพ้ชนะกันเป็นหลุมๆ ก็ยังไม่ต่างกันเพราะอะไรก็เกิดขึ้นกับคู่ต่อสู้ได้เหมือนกัน สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเล่นแบบไหนต้องใช้สติ อย่าใช้อารมณ์เด็ดขาด
เมื่อเราเล่นกันมาจบหลุมที่ 17 ปรากฏว่าคู่ของผมนำมาหนึ่งหลุม ก่อนที่จะเริ่มเล่นหลุม 18 ซึ่งเป็นหลุมสุดท้าย คุณพ่อขอกระดาษทั้งสองแผ่นจากแค้ดดี้ ต่างแลกกันเปิดดู ผมและปานฯ ต่างจ้องมองด้วยใจระทึก อยากรู้อยากเห็นเท่าๆ กัน
ต่างฝ่ายต่างอ่านข้อความในกระดาษเสร็จ ทั้งคู่หัวเราะเสียงดังออกมาพร้อมกัน สัมผัสมือกัน คุณพ่อถึงกับโอบกอดคุณสมควรๆ สวมกอดตอบ ทิ้งให้ผมและปานฯ เป็นใบ้
ปานฯ ตรงรี่เข้าไปเกาะแขนคุณพ่อ พยายามยื้อแย่งกระดาษแผ่นนั้น แต่คุณสมควรขยำกระดาษ ยัดเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย คุณพ่อผมทำตามอย่างบ้างและหัวเราะลั่นสนามด้วยความลืมตัว
ปานฯโวยลั่นขึ้นว่า
“คุณพ่ออ่ะ ตกลงเดิมพันคืออะไรคะ ถ้าไม่บอกลูกโกรธด้วย” ปานฯ ทำหน้าเง้า
คุณสมควรดึงลูกสาวเข้ามกอด บอกว่า
“เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เด็กๆ ไม่เกี่ยว”
เมื่อเราต่างตีลูกขึ้นกรีนหลุม 18 แล้ว คุณพ่อและผมต่างพัทท์ลูกไม่ลงหลุม ผมช่วยปานฯ ดูเส้นทางพัทท์ให้ แต่ปานฯ พัทท์พลาดไปไม่น้อยเนื่องจากยังค่อนใหม่อยู่ เมื่อถึงคราวของคุณพ่อของปานฯ ๆ เรียกผมเข้าไปใกล้ กระซิบบอกว่า
“ช่วยพ่อดูไลน์หน่อย ถ้าบอกไลน์ผิด พ่อพัทท์ไม่ลงล่ะก็ อย่าหวังว่าจะยกลูกปานฯ ให้เลย ไม่มีทาง”
ผมตาเหลือก หน้าจ๋อย บอกว่า
“ถ้าผมบอกถูก แต่คุณอาพัทท์ไม่ลงเองจะทำยังไงล่ะครับ”
“ไม่มีทาง ลูกระยะแค่สามฟุต พ่อเคยพลาดที่ไหน”
ผมก้มดูไลน์พัทท์ บอกว่า
“ลูกนี้พัทท์ขึ้นเนินเล็กน้อย ไลน์ไม่มากหรอกครับ ผมว่าแค่ขวาในหลุมก็พอ แต่พัทท์ให้แรงหน่อยนะครับ”
คุณพ่อผมท้วงขึ้นทันทีว่า
“วะ อ้ายลูกคนนี้ ยังไม่ทันไรแปรพักตร์ซะแล้ว เดี๋ยวเถอะจะให้ไปหาขันหมากเองซะเลย”
คุณพ่อของปานฯ ตั้งท่าจรด คุณพ่อมองดูด้วยใจจดจ่อเพราะถ้าคุณสมควรพัทท์ลงแปลว่าเกมทั้งหมดจะลงเอยด้วยการเสมอกัน ผมดึงมือปานฯ เข้ามาใกล้ โอบเธอที่เอว ปานฯ โอนอ่อนตามยืนพิงตัวผมไว้
ลูกที่คุณสมควรพัทท์ออกไปนั้นวิ่งตรงไปทางขวาของด้านในของหลุม เมื่ออ่อนแรงลงจึงเลี้ยวโค้งเล็กน้อยตรงไปกลางหลุมและร่วงหล่นลงก้นหลุมไปอย่างสวยงาม คุณพ่อของปานฯ ยกมือชูขึ้นสูงร้องเฮด้วยความดีใจ เราทุกคนและแค้ดดี้ต่างปรบมือให้
ผมดึงปานเข้ามากอดอีกครั้งและบรรจงจูบแก้มนวลที่เคลือบด้วยยากันแดด ริมฝีปากเปื้อนยากันแดดเป็นรอยขาว คุณสมควรดึงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ผมและบอกว่า
“ปากเลอะแน่ะลูก เช็ดซะ”
บทที่ 22 - ดื่มน้ำผึ้งใต้แสงจันทร์
ผู้โดยสารในเที่ยวบินนี้มีจำนวนไม่มากนัก เราเลือกที่นั่งติดกับหน้าต่าง ผมชอบมองดูทิวทัศน์จากเครื่องบิน มันให้ความรู้สึกเหมือนนกที่สามารถท่องเที่ยวไปได้อย่างเป็นอิสระอย่างไร้ขอบเขต ไม่น่าเชื่อว่ามีนกบางชนิดที่บินอพยพจากถิ่นที่อยู่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งระยะทางเป็นพันๆ กิโลเมตร จากเหนือสู่ใต้ จากความหนาวเหน็บและแร้นแค้นไปสู่ดินแดนที่ให้ความอบอุ่นกว่าและมีอาหารอันอุดม เมื่อถึงเวลาที่เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่ง มันก็จะบินอพยพกลับโดยอาศัยเส้นทางที่เกิดจากสัญชาติญาณหรือดวงดาวในการนำทาง แต่ละครั้งแต่ละคราวที่มันเดินทางไปพร้อมกันนั้นจะมีจำนวนมหาศาลมืดฟ้ามัวดิน น่าเสียดายที่มีส่วนหนึ่งไม่สามารถบรรลุถึงจุดหมายปลายทางได้ เพราะมนุษย์รู้ทัน แอบดักสังหารมันเสียก่อนเพื่อเป็นอาหารบ้าง บ้างก็เพื่อความสนุกสนาน
ตอนแรกการตัดสินใจจะไปดื่มน้ำผึ้งที่ไหนผมและปานฯ นึกว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ พอเอาเข้าจริงกลับกลายเป็นเรื่องระหว่างครอบครัวทั้งสองอย่างไม่น่าเป็นไปได้ นี่แหละที่ผมเคยได้ยินมาว่าเวลาจะแต่งงานกันมันไม่ใช่เฉพาะระหว่างคนสองคนเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงญาติโก โหติกาของทั้งสองฝ่าย ยิ่งถ้าเป็นครอบครัวใหญ่ที่อยู่รวมกันมากๆ เรื่องเล็กนิดเดียวอาจปานปลายจนถึงขั้นผิดใจกันไปเลยก็มี
เพราะต่างคนต่างมีความเห็น ต่างคนต่างมีความประทับใจต่อสถานที่หนึ่งๆ จึงอยากให้คนอื่นประทับใจตามไปด้วย มันกลายเป็นความรู้สึกของแต่ละคนซึ่งแน่นอนไม่มีทางที่จะหาอะไรเป็นมาตราฐานในการวัดได้ คนที่ชอบสีแดงจะไปบอกให้คนอื่นชอบตามไปด้วยจะได้อย่างไร
ที่สุดผมและปานฯ จึงเป็นผู้ยุติสงครามทั้งมวล เราตัดสินใจไปพักผ่อนกันที่จังหวัดเชียงรายซึ่งมีสถานที่พักผ่อนไม่น้อยหน้าประเทศใดในโลก อีกโอกาสที่จะได้ไปกราบพระอาจารย์ตามคำแนะนำของเพื่อนคนหนึ่ง
ผมชี้ให้ปานฯ ดูแม่น้ำเจ้าพระยาที่ยาวคดเคี้ยวเหมือนงูยักษ์ที่ทอดตัวไปท่ามกลางความเขียวขจีของแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์แห่งนี้ เป็นอาณาจักรที่เรียกว่าประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดทั้งไทย จีน ฝรั่ง แขก ลาว เพราะเรามีพระมหากษัตริย์ที่ทรงเป็นห่วงเป็นใย ทรงดูแลสารทุกข์สุกดิบด้วยพระเมตตาอันเปี่ยมล้นในพระราชหฤทัย เราจึงรักและหวงแหนแผ่นดินไทยของเรา
มือของเราประสานกันเหมือนกับจะบอกว่าถ้าไปไหนเราจะไปด้วยกัน ปานฯ ยิ้ม พูดเหมือนรำพึงว่า
“สวยมากนะคะ” ศีรษะของเธอพิงอยู่กับไหล่ของผมขณะที่สายตานั้นทอดผ่านหน้าต่างบานเล็กออกไปสู่ความกว้างไกลไร้ขอบเขต
“ใช่ สวยมาก” ผมเห็นด้วยเพราะน้อยนักที่จะมีแผ่นดินใดที่เย็นตาด้วยสีเขียวไปทั่วทั้งผืน
เราเงียบไปพักหนึ่งขณะที่ปล่อยใจชื่นชมธรรมชาติที่ผ่านตาไป ปานฯ พูดขึ้นก่อนว่า
“ปานฯ ยังติดใจอยู่เลยนะคะว่าคุณพ่อของเราเขาเดิมพันอะไรกันวันที่เราเล่นกอล์ฟกันวันนั้น จะถามเท่าไรๆ ก็ไม่ยอมบอก แถมยังยัดกระดาษเข้าปากเคี้ยวหน้าตาเฉย ราวกับคนเดินหวยเถื่อนทำลายหลักฐานกลัวตำรวจจับงั้นแหละ ทำอะไรไม่รู้เหมือนเด็กๆ”
ผมหัวเราะ หึ หึ บอกว่า
“ปานฯ อยากรู้เหรอว่าคุณพ่อทั้งสองเขียนอะไรในกระดาษ”
ปานหันขวับ ทำตาโต ถามเสียงดังว่า
“คุณทราบหรือคะ บอกปานหน่อย นะคะ นะคะ”
“ได้ แต่ต้องให้ผมหอมแก้มก่อน” ผมรู้สึกว่าน้ำเสียงและดวงตามันเยิ้มๆ ยังไงพิกล
ปานไม่เกี่ยงงอน รีบเอียงแก้มให้หอมทันที ผมก็ไม่รอช้า จูบจุ๊บที่แก้มครั้งหนึ่ง บอกว่า
“ผมถามคุณพ่อแล้ว คุณพ่อบอกว่า ที่แกเขียนก็คือ ‘ถ้าผมชนะ คุณยกลูกสาวให้ลูกชายผม ถ้าคุณชนะผมยกลูกชายให้ลูกสาวคุณ’
ปานฯ ร้องเสียงหลง
“ต๊าย คุณพ่อคุณกล้าขนาดนั้นเชียวหรือคะ เอาเปรียบชัดๆ ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง แล้วคุณพ่อปานฯ ล่ะเขียนว่าอะไร?”
“ถ้าอยากรู้ ต้องให้หอมแก้มอีกข้างหนึ่งก่อน” ผมบอก
“เอาสิ จูบตรงนี้ด้วย…..” ปานชี้ที่ริมฝีปาก “จูบเผื่อเอาก่อนก็ได้ จะได้ไม่ต้องเรื่องมาก”
ผมหัวเราะ บอกว่า
“คุณพ่อคุณเขียนว่า….. ‘ผมยกลูกสาวให้ลูกชายคุณ ขอชนะกอล์ฟแล้วกัน’”
ปานฯ ส่ายหน้าดิก บอกว่า
“ไม่มีทาง เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด ปานฯ ไม่เชื่อแน่ มีอย่างที่ไหน ยกลูกสาวให้เฉยเลย ขอแค่ชนะกอล์ฟ ยังไงปานฯ ก็ไม่เชื่อ”
“จริงนะ” ผมยืนยัน
“ยังไงก็ไม่เชื่อ” ปานฯ สะบัดหน้า
“โทษที ปานฯ อย่าเข้าใจผิดว่าคุณพ่อจะรักปานฯ มากมายเพียงนั้น ผมว่าท่านคงเบื่อปานฯ เลยยกมาให้ผมแทนแหละ”
ขาดคำ กำปั้นน้อยๆ เหวี่ยงตุ้บเข้ามาตรงหน้าอกเข้าเต็มเปา
“บ้าที่สุด…..ถ้าจริงอย่างที่คุณพูด ทั้งพ่อคุณและพ่อปานฯ ก็เหมือนเด็ก ทำอะไรพิลึก”
“เราทุกคนมีความเป็นเด็กอยู่เสมอแหละ อย่างเพื่อนๆ ผมที่เคยเรียนหนังสือกันมาแต่เด็ก ตอนนี้แม้จะโตมากแล้วแต่เวลามีมีทติ้งเจอกันทีก็จะกลับไปเป็นเด็กอีกครั้งหนึ่ง ล้อชื่อพ่อกันบ้าง ไล่เตะตูดกันบ้าง ผมยังเคยเห็นผู้ใหญ่อายุจะแปดสิบอยู่แล้ว ลงไปดิ้นพราดๆ บนกรีน แหกปากร้องลั่นด้วยความดีใจที่ชนะเพื่อนได้”
“อืม ท่าจะจริง เพื่อนๆ ของปานฯ ก็เหมือนกันค่ะ”
“จริงสิ ยิ่งกว่านั้นก็มี ผมเคยรู้จักผู้ใหญ่คนหนึ่งอายุหกสิบกว่าแล้ว พอแกพัทท์ลูกลงในหลุมสุดท้าย แกแหกปากดังลั่นสนาม ร้องเพลงลูกทุ่งแล้วรำป้อเหมือนลิเกไปทั่วกรีน ไม่มีการเกรงใจใครทั้งนั้น ผมล่ะอดขำไม่ได้”
ปานหัวเราะคิก ถามว่า
“แล้วคุณเคยเป็นแบบนั้นหรือเปล่า?”
“มี เป็นประจำเลยล่ะ แต่ส่วนใหญ่ชอบแกล้งเพื่อนมากกว่า มีอยู่คราวหนึ่งเราไปเล่นกอล์ฟกันแปดคน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม วันนั้นกอล์ฟค่อนข้างติด เพื่อนคนนี้อยู่กลุ่มหน้า แกเล่นหลุมนั้นเสร็จและยังเล่นต่อไปไม่ได้ เลยยืนรอเราที่เล่นตามมา เพราะความที่แกอยากรู้ผลว่าก๊วนเราเล่นเป็นยังไงเพราะเรามีเดิมพันกัน แกจะมาขอดูคะแนนอยู่เรื่อยจนผมรำคาญ ผมเห็นแล้วว่าแกเดินตรงมาที่ผมเพื่อขอดูคะแนนอีก ผมก็แกล้ง ค่อยๆ ขับรถขยับหนีทีละนิดๆ แกก็ตามไม่ทันสักที ผมคิดว่าแกคงไม่รู้ว่าผมแกล้ง คงนึกว่าผมเลื่อนรถไปตามปกติ แกเลยวิ่งตามจะให้ทัน พอแกวิ่งผมก็ขับรถหนี แกก็ยังไม่รู้อีกนะว่าผมแกล้ง คงนึกว่าผมขับไปเพราะความไม่รู้ แกวิ่งไล่อยู่ตั้งนานเหมือนกัน เพื่อนผมอีกคนที่นั่งคู่ไปกับผมถามผมว่าผมทำไร ทำไมถึงขับรถวนไปวนมาแบบนี้ ผมหัวเราะลั่น ชี้ให้เพื่อนดูเพื่อนอีกคนที่วิ่งไล่ตามเรา ผมบอกว่าแกล้งมัน ดูอยู่ได้คะแนน ดู[พระมารดา]แทบจะทุกหลุม เพื่อนผมที่นั่งอยู่ด้วยเลยหัวเราะงอหาย ท้องคัดท้องแข็ง เพื่อนที่เหลือที่ดูอยู่ก็ขำกันกลิ้ง มันวิ่งไล่จนหอบ หน้าซีด เหงื่อแตกพลั่กทั้งตัว พอต้องเล่นหลุมต่อไป มันก็ตีไม่ได้สิ ตีลูกตกน้ำตกท่า พวกเรายิ่งหัวเราะกันยกใหญ่ ยิ่งเห็นตอนที่มันหันมาค้อนผม ยิ่งขำใหญ่”
ปานฯ หัวเราะคิก หยิกผมที่แขน บอกว่า
“คุณนี่ นิสัยไม่ดี ชอบแกล้งคนอื่น”
“ระวังเหอะ ผมจะแกล้งปานฯ บ้าง สนุกจะตายไปเวลาได้แกล้งคน”
“ลองดูสิ ขืนมาแกล้งปานฯ ล่ะก็ ถ้าปานฯ แกล้งกลับบ้างล่ะก็ อย่ามาโอดโอยทีหลังแล้วกัน
ผมไม่อยากรู้หรอกว่าเธอจะแกล้งอะไรผม แค่นึกก็หนาวแล้ว
เราออกจากสนามบินที่เชียงรายเป็นเวลาก่อนเที่ยง รถตู้ที่เช่าไว้พร้อมคนขับคอยท่าอยู่ก่อนแล้ว เราแวะรับประทานอาหารเที่ยงกันในเมืองก่อนที่จะเดินทางต่อ ขณะที่รถตู้วิ่งไต่ระดับความสูงมากขึ้นทุกที ธรรมชาติรอบตัวค่อยเปลี่ยนไปทีละน้อย บ้านเรือนที่ปลูกติดกันถี่ๆ ค่อย[ha]งกันมากขึ้นคั่นด้วยต้นไม้มากขึ้น จนกระทั่งนานๆ จะเห็นบ้านสักหลังหนึ่ง
ปานฯ ถามขึ้นว่า
“ทำไมเราต้องมาไหว้พระไกลถึงขนาดนี้คะ?”
“วันก่อนผมโทรคุยกับเพื่อน คุยไปคุยมาผมปรารภกับเขาว่าตั้งใจว่าจะพาปานฯ ไปไหว้พระ เนื่องจากแกเป็นคนปฏิบัติธรรมไง แกเลยแนะนำให้มากราบพระอาจารย์ที่เชียงรายนี่แหละ บอกว่าเป็นพระอาจารย์ที่ดี เทศนาธรรมเก่ง สอนการปฏิบัติก็เก่ง และยังบอกว่าการไปกราบพระน่ะที่ไหนก็ดีทั้งนั้นเพราะเราทำด้วยจิตอันเป็น[กระผม]ศล แต่การได้มีโอกาสไปกราบพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบจะเป็น[กระผม]ศลยิ่งขึ้น แถมยังจะได้ฟังธรรมด้วยยิ่งเป็น[กระผม]ศลมากขึ้น แกพูดฟังดูมีเหตุผลดีมากนะ…..
….. แกบอกว่าถ้าเราเลือกได้ เราก็ควรจะเลือก ถ้าเลือกไม่ได้ก็แล้วไปเพราะการทำบุญน่ะมันจบลงที่ใจ ถ้าทำบุญด้วยจิตเป็น[กระผม]ศลเราก็ได้รับบุญนั้นแล้ว ไม่ต้องไปสนใจว่าที่เราได้ทำไปนั้นใครจะเอาไปอะไร ยังไง ซึ่งผมก็คิดว่าจริง แต่หากเลือกได้ ทำบุญกับพระที่ปฏิบัติชอบเรามั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่เราทำไปนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อไปแน่ ไม่มีเหลวไหล ซึ่งผมก็เห็นด้วย”
ผมรู้สึกว่าเส้นทางที่เรากำลังจะไปนั้นไต่สูงขึ้นทุกทีเพราะรถตู้วิ่งช้าลงจนเห็นได้ชัด ขณะนี้บริเวณโดยรอบกลับกลายเป็นห้อมล้อมด้วยทิวเขาหลายเทือก สองข้างทางมีแต่ทุ่งนาอันเวิ้งว้าง สลับกับต้นไม้ขนาดใหญ่ๆ ที่ขึ้นกันแน่นขนัด นานๆ จะเห็นบ้านเรือนสักหลัง
ปานฯ ถามต่อว่า
“แล้ววัดที่ว่านี่อยู่ไกลและสูงขึ้นมาขนาดนี้เชียวหรือคะ?”
ผมบอกว่า
“ส่วนใหญ่พระปฏิบัติจะอยู่วัดป่า แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดนะ ที่อยู่ในเมืองใหญ่ก็มี แต่วัดป่านี่จะอยู่ในป่าจริงๆ หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ เดี๋ยวก็คงเห็นเอง เพื่อนบอกว่าที่อยู่ป่าก็เพราะสถานที่สงบเหมาะสำหรับการปฏิบัติภาวนาเจริญสติ ไม่มีไฟฟ้าจะมีก็แค่เครื่องปั่นไฟที่จะจ่ายไฟให้เป็นเวลาเช่นเวลาทำวัตรเช้า เย็นเป็นต้น เรื่องก็คือถ้ามีไฟฟ้าก็จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกเยอะแยะตามมาเช่น ทีวี ตู้เย็น วิทยุ เป็นต้น ความจริงก็ไม่ใช่เป็นเพราะพระจะเอาแต่เป็นเพราะญาติโยมแหละที่เอาไปถวาย พระจะเลือกก็ไม่ได้ ที่ดีที่สุดคือมีไฟฟ้าเสียเลย ปัญหาก็จะลดลง”
“ถ้าเป็นเช่นนั้น แม้มีไฟฟ้าจะออกกฎระเบียบห้ามไว้ก็ได้นี่คะ” ปานฯ ถาม
“ได้น่ะได้ และคงทำอยู่แล้ว แต่อย่าลืมว่าพระก็มีทั้งดีและไม่ดี คนบวชพระด้วยสาเหตุหลายอย่าง ผมคงไม่จำเป็นจะต้องอธิบายนะว่ามีอะไรบ้าง ก็คนน่ะ…..เมื่อมีพระมาก การควบคุมก็ลำบากมากขึ้นนั่นเป็นธรรมดา ที่ไม่ดีก็จะทำให้ที่ดีเสียไปด้วย…..นี่ปานฯ อย่าถามอะไรผมมากเดี๋ยวผมตอบไม่ได้ ที่ตอบไปก็เพราะเพื่อนที่ได้อธิบายให้ฟัง และตอบตามเหตุและผลที่ควรจะเป็น ผมไม่ค่อยจะรู้เรื่องหรอก ถ้าอยากจะรู้อะไรลึกซึ้งเดี๋ยวกราบเรียนถามพระอาจารย์เองแล้วกัน”
“ปานฯ ก็ไม่ได้ถามอะไรลึกซึ้งนี่คะ”
“ถ้าจะลึกซึ้งในเรื่องอื่นเช่นเรื่องหัวใจทำงานยังไง มีกี่ห้อง แต่ละห้องมีใครบ้าง แบบนี้ค่อยน่าตอบหน่อย”
บทที่ 23 - วัดป่า
ในที่สุด รอบตัวเราก็ห้อมล้อมแน่นขนัดไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ ไม่ว่าเหลียวไปทางไหนก็มีแต่ต้นไม้ที่ชูยอดสูงขึ้นไปเสียดฟ้าหายอดไม่เจอ ลำต้นขนาดใหญ่ประมาณสี่ห้าคนโอบ และป่าอันรกชัฏที่อึดอัดไปด้วยหญ้าสูงท่วมหัว จากเส้นทางเล็กๆ ที่นานๆ จะมีรถผ่านไปสักคันหนึ่ง บัดนี้ไม่มีเลย มีแต่เพียงรถตู้คันที่เรานั่งอยู่นี้เพียงคันเดียวที่ขณะนี้วิ่งแยกออกจากถนนสายเล็กนั้นเข้าสู่ทาง ที่ขรุขระโรยหน้าด้วยดินลูกรัง เข้าไปไม่ลึกนักมีแผ่นป้ายขนาดเล็กตอกติดอยู่กับต้นไม้ใหญ่ บอกชื่อวัด วัดที่ไม่มีกำแพงบอกอาณาเขตให้เห็นรกตา ทั่วทั้งบริเวณอุดมไปด้วยความเขียวสด ระงมด้วยเสียงกรีดร้องของจักจั่น เรไร ด้านขวาเป็นสถูปเจดีย์สีขาวขนาดย่อมๆ วางอยู่บนแท่นปูนสำหรับบูชา พื้นที่ลาดลงเล็กน้อย ทางซ้ายเป็นโรงครัวขนาดใหญ่ ดูจากภายนอกเป็นระเบียบเรียบร้อยดูสะอาดตา สูงขึ้นไปด้านขวาเป็นศาลาปฏิบัติธรรม สองชั้น ก่ออิฐถือปูนปราศจากลวดลายหรือสิ่งตกแต่งใดๆ
ตรงข้ามกับศาลาปฏิบัติธรรมนั้นพื้นที่ลาดชันลง มีทางซีเมนต์ขนาดเล็กแยกออกเป็นสองทาง ทางหนึ่งเลี้ยวไปด้านขวาตรงเข้าสู่ป่าและสิ้นสุดลงตรงบริเวณหน้าห้องสุขาที่มีอยู่ห้าหกห้อง ทางซ้ายชันลงมากมีตะไคร่น้ำจับอยู่เต็มพรืดไปหมด สองข้างทางมีแท่นดินที่กอบขึ้นและก่อซีเมนต์ล้อมไว้ ลักษณะเป็นทางยาวใช้สำหรับเดินจงกรม กว้างประมาณหนึ่งเมตร ยาวประมาณสิบห้าเมตร มีอยู่หลายแท่นวางกระจายไปอยู่[ha]งกัน พื้นที่อื่นมีแต่ต้นไม้สูงใหญ่ทั้งนั้น
ถัดลงไปอีกนิดเป็น[กระผม]ฏิไม้ห้า[กระผม]ฏิขนาดย่อมๆ ขนาดสองคูณสามเมตรตั้งอยู่[ha]งกันไล่เรียงกันลงไปทางซ้าย ด้านขวานั้นเป็นบ้านพักขนาดใหญ่ ชั้นล่างเป็นห้องโล่งพื้นปูด้วยกระเบื้องสีขาวมีหน้าต่างโดยรอบ ด้านในมีห้องสามห้องสำหรับเก็บของ ลึกเข้าไปเป็นห้องครัวที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว ชั้นบนเป็นระเบียงกว้างด้านหน้า ถัดจากระเบียงไปมีประตูเปิดเข้าสู่ห้องพัก เป็นทางเดินตรงกลาง ซ้ายและขวาเป็นห้องพักด้านละสามห้อง ห้องในสุดฝั่งขวาเป็นห้องน้ำ
ปานฯ ลงจากรถยืนมองอย่างตื่นๆ บอกว่า
“ไม่เหมือนที่คิดเอาไว้เลย ตอนแรกนึกว่าจะต้องมีอุโบสถ มีศาลาการเปรียญ มีอะไรบ้าง แต่นี่ไม่มีอะไรเลยนอกจาก…..”
“ผมก็นึกว่าอย่างนั้นเหมือนกัน นี่ยังมองไม่เห็นพระสักรูปเลยนะ”
“นั่นสิคะ หมาสักตัวก็ไม่มี” ปานฯ พูดเหมือนติดตลก แต่ไม่ตลกเพราะไม่มีหมาสักตัวจริงๆ
“ผมว่า เราขึ้นไปกราบพระบนศาลาก่อนเหอะ”
ชั้นบนของศาลามีพระประธานองค์ใหญ่สีทองเหลืองอร่าม ที่ว่าใหญ่คือใหญ่ที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปที่นี่ แต่มีขนาดเล็กว่าที่วัดอื่นๆ ที่เคยเห็นมามากมาย ด้านข้างมีพระพุทธรูปขนาดย่อมลงมาในปางต่างๆ ตรงกลางเป็นกระถางธูปทองเหลืองขนาดเล็ก มีแจกันดอกไม้ตั้งขนาบอยู่สองด้าน ผนังสองด้านมีบานหน้าต่างหลายบานติดมุ้งลวด เหนือบานหน้าต่างเป็นรูปถ่ายบ้าง รูปวาดบ้างของพระอาจารย์สายปฏิบัติทั้งสิ้น แขวนเรียงรายไปตลอด นอกนั้นไม่มีอะไรอีกเลย
เราไม่ได้จุดธูป แค่ก้มลงกราบสามครั้ง แล้วนั่งพับเพียบมองไปรอบตัวที่ไม่มีอะไร
ผมพูดขึ้นว่า
“เราลองลงไปข้างล่าง เดินสำรวจสักรอบ ลงไปที่ครัวก็ได้ น่าจะมีใครสักคนนะ”
ทันทีที่ย่างเท้าลงจากศาลา พระรูปหนึ่งเดินมาจากด้านหลังของศาลานั้น เอ่ยทักขึ้นว่า
“โยมทั้งสอง พระอาจารย์ให้มาเชิญไปพบที่[กระผม]ฏิ”
เรายกมือไหว้ และเดินตามพระรูปนั้นไป ผ่านบริเวณที่เป็นลานซีเมนต์กว้าง ที่ด้านหนึ่งเป็นเหมือนที่อ่านหนังสือเพราะเห็นตู้วางชิดผนังมีหนังสืออยู่เต็ม [กระผม]ฏิพระอาจารย์อยู่ลึกและสูงขึ้นไปเล็กน้อย ลักษณะเป็นห้องสี่เหลี่ยม ผนังก่ออิฐฉาบปูน ด้านหน้าเป็นพื้นโล่งปูด้วยกระเบื้องเคลือบ
พระรูปนั้นบอกว่า
“โยมทั้งสองคอยที่นี่ เดี๋ยวพระอาจารย์ออกมา” พูดจบเดินหายลับไปด้านหลัง[กระผม]ฏิ
เราถอดรองเท้า นั่งพับเพียบอยู่กับพื้น เพียงครู่เดียวพระอาจารย์เปิดประตูเดินออกมาจากด้านใน[กระผม]ฏิ เราก้มลงกราบสามครั้ง
พระอาจารย์หนุ่มกว่าที่เราคิดไว้มาก ท่านพินิจเราอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยขึ้นว่า
“คนมีบุญก็ใช้ให้มันหมดๆ ไป ไม่หาไม่สร้างเพิ่มเติมไว้ คิดสั้นๆ ว่าสบายดีอยู่แล้วก็ประมาทกัน วันหนึ่งหมดบุญไปไม่รู้ตัว เคราะห์กรรมมันตามมาก็หาว่าโชคชะตาไม่ดี…..โยมทั้งสองจะมาปฏิบัติธรรมหรือไร?”
เราต่างงวยงงกับคำพูดของพระอาจารย์ ผมยกมือขึ้นประนม บอกว่า
“ก็ไม่เชิงครับ เพื่อนของผมคนหนึ่งแนะนำมาให้มากราบพระอาจารย์ครับ”
“คงเป็นผู้ปฏิบัติล่ะซี” พระอาจารย์ถาม
“ใช่ครับ”
“แล้วโยมทั้งสองตั้งใจว่าจะอยู่สักกี่วันล่ะ?”
“ตั้งใจว่ากราบพระอาจารย์เสร็จก็จะกลับเลยครับ เราจองที่พักไว้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งครับ”
“อะไรกัน มาถึงที่นี่แล้วจะไปอยู่รีสอร์ท ที่นี่น่าอยู่น้อยกว่ารีสอร์ทที่ไหน ธรรมชาติก็เหมือนกัน ที่พักก็มี อาหารก็มี น้ำท่าก็บริบูรณ์ ทุกอย่างฟรีหมด ไม่เสียเงินไม่ชอบ ชอบเสียเงิน พิลึกคน แต่เอาเถิด ถ้าเกิดเปลี่ยนใจหรือยังไง โน่น บ้านพักหลังใหญ่ข้างล่างโน่น มีห้องพักเยอะแยะ มีห้องน้ำในตัว จะอยู่ห้องไหนก็เลือกเอา”
พระอาจารย์ตั้งท่าจะลุกขึ้น ผมท้วงขึ้นว่า
“พระอาจารย์จะไม่เทศนาธรรมหน่อยหรือครับ?”
“ถ้าอยากฟังธรรม ค่ำนี้ตอนทำวัตร ประมาณหกโมงครึ่งจะมีระฆังตีบอก ค่อยมาฟังตอนนั้นแล้วกัน”
พระอาจารย์ลุกขึ้นทันที เราก้มลงกราบ ก่อนที่พระอาจารย์จะเดินกลับเข้า[กระผม]ฏิไป หันมาบอกว่า
“ให้แต่งชุดขาวด้วยนะ ถ้าไม่มี ให้คนขับรถน่ะลงไปซื้อสักคนละสองสามชุด แล้วคิดว่าจะต้องใช้อะไรอีกก็ซื้อมาให้ครบๆ ของใช้ส่วนตัวน่ะ อย่างอื่นที่นี่มี ไปที่โรงครัวบอกแม่ชีที่ดูแล จะเอาอะไรก็บอกไปแล้วกัน”
“ครับ”
ผมและปานฯ เดินกลับลงมา วางหน้าไม่ค่อยจะถูก ผมถามปานฯ ว่า
“จะเอายังไงดีจ๊ะ ผมตัดสินใจไม่ถูก”
“ตามใจสิคะ สำหรับปานฯ ยังไงก็ได้”
“อืม…..เอาน่ะ เรามาถึงที่นี่ทั้งทีไม่น่าเสียโอกาสฟังธรรม อยู่สักวันสองวัน แล้วจะไปไหนต่อก็ได้อยู่แล้ว เราลางานมาแล้วนี่นา ว่าแต่ปานฯ แน่ใจนะว่าจะอยู่ที่นี่ได้”
“คุณอยู่ได้ ปานฯ ก็อยู่ได้สิ เห็นปานฯ ไม่ติดดินหรือไง”
“ดี…..ถ้างั้น เราไปเอากระเป๋าลงจากรถเหอะ ฝากถุงกอล์ฟไว้กับรถ แล้วให้คนขับรถช่วยไปซื้อชุดขาว ปานฯ ต้องการอะไรอีกหรือเปล่า จะได้ซื้อมาทีเดียว”
“ไม่มีค่ะ”
“งั้นผมจะให้รถมารับอีกสองวันนะ”
“ค่ะ”
รู้มาก่อนแล้วว่าที่วัดจะปั่นไฟฟ้าเป็นเวลา ผมไปขอเทียนไขจากแม่ชีได้ทั้งเทียนพรรษาและเทียนแท่งเล็กมามากมาย ผมแบ่งเทียนแท่งเหล็กให้ปานฯ เพื่อใช้จุดในห้องยามค่ำคืน เราต้องแยกห้องกันนอน
เราต่างแยกกันทำความสะอาดห้องพักกันเอง นำเสื่อ หมอน ผ้าห่มและฟูกแผ่นบางๆ ที่มีอยู่ในห้องเก็บมาใช้ ดีที่เราเอาผ้าห่มและหมอนใบเล็กที่แจกบนเครื่องบินติดมือมาด้วย ไม่เช่นนั้นคงหลับลำบากเพราะกลิ่นอับและข้าวของที่ใช้กันเป็นสาธารณะที่ผมและปานฯ ไม่คุ้นเคย
ห้องน้ำอยู่ในสภาพดี สะอาดสะอ้าน แม้จะไม่มีฝักบัวให้ยืนอาบตามสบาย ผมน่ะพอรับได้ที่ต้องตักอาบจากถังพลาสติกใบใหญ่รับน้ำจากก๊อกน้ำที่ต่อน้ำใช้มาจากตาน้ำที่อยู่ลึก และสูงขึ้นไปบนเนินเขาหลังวัด ที่แปลกใจอย่างมหาศาลคือปานฯ เพราะสำหรับบางคนที่ไม่เข้าใจอาจเห็นว่าสภาพเช่นนี้ก็ดีถมถืดสำหรับชาวบ้านโดยทั่วไป แต่สำหรับบางคนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิง พูดง่ายๆ ว่าหรูหราชนิดต้องเปลี่ยนผ้าเช็ดตัวทุกวัน ข้าวของทุกอย่างเป็นส่วนตัวทั้งนั้นและมีราคาแพงมากมาย สภาพเช่นนี้จึงเปรียบเสมือนแก้วเจียระไนกับถ้วยกระดาษนั่นเอง
การณ์จึงกลับกลายเป็นว่า ปานฯ รับได้สบายมากและด้วยใบหน้าที่เบิกบานไม่จำต้องฝืนใจแต่อย่างใด นั่นเป็นสิ่งที่ผมภูมิใจในตัวเธอ
ปานบอกว่า
“สบายมากค่ะ แบบนี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้าย ปานฯ เคยไปเที่ยวป่ากับเพื่อนๆ นอนกลางดิน กินกลางทรายมาแล้ว ไม่ได้อาบน้ำเป็นวันๆ เสื้อผ้าต้องใส่ซ้ำๆ ก็ทำมาแล้ว แบบนี้ยังดีกว่าร้อยเท่า สบายมาก”
ตอนอาบน้ำ ผมนึกในใจว่าถ้ามีน้ำอุ่นจะต้องเหมือนน้ำทิพย์แน่ เพราะน้ำที่ตักราดลงไปบนตัวนั้นเย็นเยียบราวกับแช่น้ำแข็ง ยิ่งหน้าต่างห้องน้ำที่เปิดคาไว้มีเพียงผ้าม่านกั้น เมื่อลมโชยผ่านมาทำให้สั่นจนปากและฟันกระทบกันดังกึกๆ โดยเฉพาะตอนกำลังฟอกสบู่ น่าแปลกที่ความเย็นของน้ำขนาดนั้นทำให้เรารู้สึกสบายตัวอย่างประหลาดได้หลังอาบเสร็จ ซึ่งตอนแรกผมคิดว่าน่าจะหนาวจนชักตายไปเลย
ปานฯ บอกว่า
“น้ำที่นี่หนาวเย็นจังนะคะ นี่ถ้าเป็นหน้าหนาวคงได้แข็งตายแน่”
เราเปลี่ยนชุดใหม่เป็นชุดขาวทั้งชุด ลักษณะแบบกางเกงชาวเล มีเชือกที่ทำด้วยเนื้อผ้าแบบเดียวกันอยู่ด้านหลังนำมาผูกมัดที่ด้านหน้า เสื้อลักษณะคอกลม ติดกระดุมด้านหน้า ปานฯ ใส่เสื้อยืดสีขาวอีกตัวหนึ่งที่ด้านในด้วยเกรงว่าอากาศจะหนาวเย็นในตอนค่ำ
ระเบียงกว้างหน้าบ้านเหมาะสำหรับนั่งพักผ่อน ต้นไม้ต้นหนึ่งทั้งสูงทั้งใหญ่ไม่รู้ว่าต้นอะไร ขึ้นอยู่หน้าบ้านพักพอดี ผลลักษณะกลมรี ปลายสองข้างแหลม ขนาดประมาณผลมะนาว เวลาลมพัดมาทีลูกจะร่วงหล่นกราวเต็มพื้นไปหมด เราเอาหมอนแบนและหมอนอิงวางที่มุมระเบียงด้านหนึ่งสำหรับนั่งเล่น
แสงอาทิตย์ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นสายๆ กระจายไปทั่วเหมือนแสงไฟที่ส่องขึ้นหาเครื่องบินตอนมีสงครามที่เราเคยเห็นในหนัง เสียงนกร้องประชันเสียงกันบ้าง บอกรักกันบ้าง บ้างฟังเหมือนมันทะเลาะกันแต่ดังจากยอดไม้สูงขึ้นไป มองไม่เห็นเลยสักตัว กระรอก กระแตมีอยู่อย่างดาษดื่น มันวิ่งไล่กันตามกิ่ง ตามต้น บ้างกระโจนอย่างซุกซนจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง บางทีลงมาวิ่งเล่นที่พื้นดิน เรานั่งมองดูวิถีของธรรมชาติที่ดำเนินไปตามทางของมัน
พระหลายรูปเดินออกมาจากชายป่าด้านเดียวกับที่เป็นที่ตั้งของห้องสุขา หยิบไม้กวาดด้ามยาวรูปละด้ามลงมือกวาดเศษไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นตามพื้น
ผมบอกปานฯ ว่า
“[กระผม]ฏิพระคงอยู่ในป่าทางด้านนั้น เราไปเดินเล่นกันไหม?” ผมชี้ไปที่พระเดินออกมาเมื่อครู่
“คุณไม่กลัวงูเหรอ?” ปานฯ ถามแบบขลาดๆ
“กลัวสิ ทำไมจะไม่กลัว เราก็หาไม้ยาวๆ สักอันกวาดนำทางไปก่อน พองูได้ยินเสียงมันคงเลื้อยหนีไปก่อนแหละ”
“งั้นก็ไปสิคะ อยากเห็นเหมือนกันว่าพระป่าอยู่กันยังไง”
เลยจากด้านหลังของห้องสุขาไม่ไกลนักมีเส้นทางที่เดินย่ำกันจนเตียนโล่ง พื้นดินขรุขระ ชื้นแฉะ ผมหยิบเอากิ่งไม้ยาวอันหนึ่งมาถือไว้ ออกเดินนำจูงมือปานฯ ไปตาม เส้นทางไม่คดเคี้ยวนัก สักพักหนึ่งจึงเห็นธารน้ำตื้นๆ เต็มไปด้วยโขดหินใหญ่น้อย น้ำไหลเอื่อยราวขี้เกียจเสียเต็มประดา เมื่อลุยข้ามธารน้ำนั้นไปเพียงครู่สั้นๆ จึงเห็น[กระผม]ฏิพระหลังแรกทางซ้ายมือ [กระผม]ฏิไม้เก่าๆ ดูทรุดโทรมทรงสี่เหลี่ยมขนาดสามคูณสามเมตร ยกพื้นสูงเหนือพื้นดินขึ้นไปประมาณห้าเมตร มีบันไดที่ด้านหน้าและหน้าต่างติดมุ้งลวดรอบทุกด้าน พื้น[กระผม]ฏิเทปูนเรียบ มีก๊อกน้ำและที่ล้างเท้าที่เชิงบันได ด้านข้างมีทางเดินจงกรมแบบเดียวกัน มีเทียนเล่มเล็กปักหัวท้าย
เราเดินต่อไปตามทางนั้น สักพักก็เห็น[กระผม]ฏิอีกหนึ่งหลัง ผมชี้ให้ปานฯ ดูหลังคาของ[กระผม]ฏิที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไป รวมความแล้ว[กระผม]ฏิพระตั้งอยู่ในบริเวณนั้นทั้งหมดนับได้ไม่เกินสิบหลัง
ปานพูดเสียงกระซิบว่า
“กลางคืนคงน่ากลัวมากนะ”
“ผมว่า ยังน่ากลัวน้อยกว่าเวลาที่พระท่านเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาแหละ นั่นยิ่งน่ากลัวใหญ่เพราะต้องธุดงค์ไปเพียงลำพัง เวลาจะปักกรดลงที่ไหนก็ต้องดูทำเลให้ดีไม่ไปขวางเส้นทางของสัตว์ป่าเข้าและยังมีข้อควรระวังอีกมากมาย ผมเคยอ่านเจอแต่จำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ผมว่าเราเดินกลับตามทางเดิมเถิด ไปตามทางนี้ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง”
เรากลับมานั่งพักที่ระเบียงบ้านตามเดิม แสงอาทิตย์เริ่มอ่อนแรงลงมาก ที่นี่เย็นค่ำเร็วกว่าปกติไม่รู้ว่าเป็นเพราะต้นไม้ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาทึบหรือซ่อนเร้นอยู่หลังเหลี่ยมเขา แต่ที่แน่นอนคือ ใจเรารู้สึกเป็นสุขและสงบภายในเขตขัณฑสีมาของวัดป่าแห่งนี้
บทที่ 24 - ฟังธรรม
เสียงเคาะระฆังดังเป๊งๆ เพราะเป็นเพียงระฆังเล็ก ไม่ได้ดังเหง่งหง่างอย่างที่วิหารเซนต์ปอล’ส ในนครลอนดอน แต่ก็ดังพอที่จะได้ยินกันทั่ววัด เราเดินจากบ้านพักไปที่ศาลา ระหว่างทางพบแม่ชีสูงวัยอีกสามรูป รูปหนึ่งส่งไฟฉายให้ปานฯ กระบอกหนึ่งและร่มอีกหนึ่งคันบอกว่า
“ฝนมันตกบ่อย กลางค่ำกลางคืนมันมืดเอาไว้ส่องดูทาง ที่นี่งูมันชุมนัก แล้วถ้าอยากได้อะไรก็หยิบได้ในครัว กาแฟ มาม่า กระติกน้ำร้อนก็มี ”
ปานฯ ยกมือไหว้แสดงความขอบคุณ หันมาบอกผมว่า
“เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอาหารค่ำจะทานอะไร”
“คงมีอย่างเดียวแหละคือบะหมี่สำเร็จรูป พระที่นี่ฉันมื้อเดียว เราจะกินอะไรคงต้องทำเอง”
บนศาลา มีเบาะรองนั่งผืนบางๆ วางอยู่ห้าชิ้น แถวหน้าสามชิ้น ถัดลงมาสองชิ้น ตรงหน้ามีหนังสือเป็นบทสวดมนต์วางอยู่ ด้านขวาชิดผนังพื้นยกสูงประมาณหนึ่งฟุต กว้างประมาณสองเมตร ยาวเรื่อยไปตามความยาวของศาลาจนไปจบที่ด้านหน้าพระประธาน มีสันถัตเป็นที่รองนั่งสำหรับพระ วางเรียงรายไปตลอด เฉพาะด้านหน้าเยื้องพระประธานมาเล็กน้อย มีไมโครโฟนตั้งอยู่ ด้านหลังเป็นตู้ใส่เครื่องเสียง
บรรดาแม่ชีนั่งพับเพียบลงบนเบาะแถวหน้า ผมและปานฯ นั่งแถวหลัง เราต่างก้มลงกราบพระสามครั้ง
พระสงฆ์แต่ละรูปเริ่มทยอยตามกันเข้ามานั่งขัดสมาธิตามที่ๆ กำหนดคือตามลำดับของพรรษาที่บวช พระอาจารย์เข้ามาเป็นลำดับสุดท้าย ชำเลืองมองดูเราแวบหนึ่ง ท่านจุดเทียนที่หน้าพระประธาน ก้มลงกราบ พระทุกรูปและแม่ชีต่างก้มลงกราบตาม ปานฯ และผมทำตามอย่างด้วย
พระอาจารย์เริ่มบทสวดมนต์ พระทุกรูปและแม่ชีสวดตาม ผมและปานฯ สวดมนต์ไม่เป็น อย่างมากที่เราท่องเป็นคือบทนะโมฯ เท่านั้น ผมรีบคว้าหนังสือสวดมนต์ตรงหน้าขึ้นเปิดดูสารบัญ เห็นบทสวดทำวัตรเย็นจึงเปิดดูที่หน้านั้นปรากฏว่าตรงกัน ผมช่วยเปิดหนังสือ ชี้ให้ปานฯ ดูหน้าที่กำลังสวดอยู่ เมื่อจบบทหนึ่ง จะสวดบทไหนต่อ พระอาจารย์จะพูดออกไมค์
“เปิดไปหน้า…..” เป็นต้น
หลังจากที่สวดมนต์เสร็จ ใช้เวลาไปประมาณสี่สิบนาที พระบางรูปเดินออกไปนอกศาลาเพื่อทำกิจส่วนตัว พระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“นึกว่าโยมทั้งสองจะไปอยู่รีสอร์ทเสียอีก”
ผมหัวเราะ ประนมมือขึ้นบอกว่า
“เราอยากอยู่ฟังเทศน์มากกว่าครับ”
“ดี พระอาจารย์ก็เข้าใจนะว่าเวลาโยมทั้งหลายมีวันหยุด มีวันพักผ่อนจากการทำงาน ก็อยากจะพักผ่อนกัน แต่ที่เห็นเลือกไปกันกลับไม่ได้พักผ่อน มัวแต่กินเหล้า เมายา เล่นไพ่ทั้งวันทั้งคืนอดหลับอดนอน พอกลับไปทำงานใหม่แทนที่จะสดชื่นกลับทรุดโทรม หน้าตาดูไม่ได้ บางคนก็ขาดงานต่ออีก แล้วยังต้องเสียเงินเสียทองไปไม่น้อย เผลอๆ ต้องมาเป็นหนี้อีก เขาเรียกว่าคิดไม่ถูก…..
……อย่างที่พระอาจารย์บอกแหละ ที่วัดพักผ่อนจิตใจได้ดีกว่านัก นอนหลับแต่หัวค่ำ ไม่มีเหล้ายาให้เสพ ไม่มีไพ่ให้เล่น บรรยากาศก็ดี อากาศก็ดี เงินทองไม่ต้องเสีย กลับไปทำงานต่อด้วยใจที่เป็นสุขหน้าที่การงานก็จะเจริญก้าวหน้าดี อย่างนี้สิถึงเรียกว่าคิดชอบ…..ใครบอกว่าวัดไม่มีทิวทัศน์งามๆ ให้ดู นี่เดินสวนทางน้ำไหลด้านหลังครัวนั้นขึ้นไป เลยตาน้ำขึ้นไปอีกไม่ไกล มีทิวทัศน์สวยงามให้ชม มีผาใหญ่ ลานหินกว้าง ลมเย็นสบายเหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมนักแล พรุ่งนี้เช้ากินข้าวเสร็จขึ้นไปดูให้เห็นกับตา…..
……วันนี้พระอาจารย์จะสอนวิธีในการปฏิบัตินะ ให้เราตั้งใจฟังให้ดีและปฏิบัติตามไป กำหนดจิต กำหนดใจให้ดี ประโยชน์ทั้งหลายจะตกกับโยมทั้งสองเองแหละ”
เมื่อพระทุกรูปต่างเข้ามาในศาลาพร้อมกันหมดแล้ว พระรูปหนึ่งดับไฟในศาลาทั้งหมดลง ความมืดเข้าครอบงำ มีแต่แสงไฟจากเทียนเล่มเล็กสองเล่มที่หน้าพระประธาน ความเงียบเข้าปกคลุม เสียงจักจั่น เรไร จิ้งหรีด กบ เขียด ดังระงมไปทั่ว สายลมโกรกผ่านหน้าต่างเข้ามาตลอดเวลาจนรู้สึกหนาว
พระอาจารย์พูดผ่านไมค์ว่า
“การปฏิบัติภาวนา ท่านั่งที่เหมาะสมที่สุดคือการนั่งขัดสมาธิ เท้าขวาทับซ้าย มือขวาทับซ้าย แผ่นหลังเหยียดตรงตามสบาย ปล่อยใจตามสบายและให้นึกถึงลมหายใจเข้าและออกอย่างช้าๆ เมื่อหายใจเข้าก็ให้รู้ว่ากำลังเข้า เมื่อหายใจออกก็ให้รู้ว่ากำลังออก ให้ลมออกจากปอดให้หมด แล้วกลั้นลมหายใจเอาไว้ครู่หนึ่ง ขณะที่กลั้นลมหายใจนั้นให้นึกรู้อยู่ตลอดเวลา ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ…..
…… แรกๆ อาจจะรู้สึกอึดอัด ให้ค่อยปรับจิตปรับใจ วางใจให้เป็นกลางๆ ความเป็นกลางๆ คือความเป็นปกติของใจ หัวใจเต้นเป็นปกติ ถ้าไม่ปกติเช่นเวลาเราวิ่งมาเหนื่อยๆ หัวใจเต้นถี่ๆ อย่างนี้เรียกว่าไม่ปกติ หรือลมหายใจอ่อนเวลาไม่สบายเหมือนคนใกล้ตาย อย่างนี้เรียกว่าไม่ปกติ เมื่อปรับจิตปรับใจได้แล้ว ลมหายใจจะเริ่มเบาลงๆ เบาลงเรื่อยๆ สติจะเริ่มตั้งมั่นขึ้น แต่หากไม่ได้ มีอะไรมารบกวนจิตใจ ให้เริ่มต้นใหม่โดยกำหนดตัวรู้ให้อยู่กับลมหายใจเข้าและออก ไม่นานก็จะตั้งมั่นได้เอง…..”
ผมรู้สึกว่าเมื่อปฏิบัติตามที่พระอาจารย์สอนไปครู่หนึ่ง แม้หูจะได้ยินเสียงของพระอาจารย์อยู่ตลอดเวลา แต่ก็เหมือนไม่ได้ยิน ไม่รู้ว่าพระอาจารย์พูดอะไร เสียงอื่นภายนอกที่เคยดังระงมก็พลันหายไปด้วย มีแต่ความเงียบสงบเข้ามาแทนที่
ผมไม่รู้ว่านั่งแบบนั้นอยู่นานแค่ไหน แต่รู้ว่าเท้าขวาที่วางทับอยู่ด้านบนเริ่มชาขึ้นและรู้สึกเจ็บปวดไปหมด ความเจ็บปวดเริ่มลามไปถึงเอว กระดูกสันหลัง จนอยากจะขยับตัวเปลี่ยนท่านั่ง พลันก็ได้ยินเสียงพระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“อาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นธรรมดา ให้เราวางจิตวางใจให้เป็นกลางๆ พิจารณาไปที่ความเจ็บปวดนั้น แล้ววางจิตให้เป็นกลางๆ ความเจ็บปวดก็จะเริ่มหายไปเอง เมื่อความเจ็บปวดไปเกิดขึ้นที่ไหน ก็ให้พิจารณาไปที่นั่นพร้อมกับวางจิตวางใจให้เป็นกลางๆ ไปตลอด”
แปลกแต่จริง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในตอนต้นนั้นผมรู้สึกว่ามันแสนสาหัสเอาจริงๆ จนรู้สึกว่าตัวเองต้องทนต่อสู้อย่างทรหดจนรู้สึกว่าเหงื่อแตกเต็มตัว ทั้งที่อากาศภายในศาลานั้นยังเย็นสบายอยู่ แต่เมื่อทำตามที่พระอาจารย์คือวางใจให้เป็นกลาง เหมือนไม่ใส่ใจกับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้น ความเจ็บปวดก็จางหายไป และไปปวดที่ใหม่แทน ผมก็ปฏิบัติไปแบบเดิม แต่ท้ายสุดตัวเองก็ทนไม่ไหว ตั้งท่าจะเปลี่ยนท่านั่งอยู่แล้ว
เสียงพระอาจารย์พูดขึ้นว่า
“เอาล่ะ ให้เรานึกแผ่เมตตาให้กับสรรพสัตว์ ให้กับเจ้ากรรมนายเวร ให้กับคนที่เราเกลียด ให้กับคนที่เรารัก”
แปลกแต่จริง พอผมเริ่มแผ่เมตตาให้กับคนที่ผมไม่ชอบหน้า ใบหน้าของคนๆ นั้นลอยปรากฏขึ้นมาเฉยๆ และหันมายิ้มให้กับผม มันเป็นภาพที่ชัดมาก ชัดเหมือนสามารถเห็นด้วยตาเปล่า ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญคือผมรู้สึกโล่งใจ ใจเบาสบายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันเหมือนเราได้อโหสิกรรมต่อกัน ไม่ถือโทษโกรธแค้นกันอีก ใจมันก็สบายมากขึ้น – จริงสินะ เมื่อใจมันปล่อยวางได้ ใจก็เบาสบาย ความสุขก็เกิดขึ้นกับใจของเรา อย่างนี่เองกระมังที่เรียกว่า อภัยทาน
เสียงของพระอาจารย์ดังขึ้นอีกครั้งว่า
“เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้”
แสงไฟสว่างติดขึ้นพร้อมกัน ผมแทบขยับขาไม่ได้เหมือนคนเป็นง่อย ตอนแรกกลัวด้วยซ้ำว่าขามันจะขาดออกจากกัน ต้องใช้มือช่วยแงะขาออกทีละข้าง นวดเฟ้นอยู่เป็นนานกว่าเหน็บชาและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจะค่อยจางไป เมื่อหันไปมองปานฯ ที่นั่งอยู่เคียงข้าง เห็นเธอขยับเท้าได้สบายๆ ไม่เห็นลำบากยากเย็นแบบผมเลย ผมกระซิบถามว่า
“เป็นไงบ้างจ๊ะปานฯ นั่งได้ไหม เจ็บปวดบ้างไหม?”
ผมแปลกใจเป็นล้นพ้นเมื่อได้ยินคำตอบว่า
“นั่งได้ค่ะ เจ็บนิดหน่อยแต่ทนได้ค่ะ”
บอกตามตรงว่าผมรู้สึกอดสูใจเล็กๆ
พระอาจารย์เอ่ยถามว่า
“เป็นยังไงบ้างโยมทั้งสอง พอจะปฏิบัติได้ไหม?”
“พอได้เจ้าค่ะ” ปานฯ ตอบ
“พอไหวครับ” ผมตอบ
“ดี เอาล่ะ กลับไปปฏิบัติกันต่อนะ จะเดินจงกรมก็ได้”
เวลาแค่สามทุ่มเศษ เรากลับมานั่งที่ระเบียงบ้านใต้แสงเทียนพรรษาเล่มใหญ่ เสียงนกกลางคืนดังแว่วมาเหมือนเสียงหวูดรถไฟ แต่เป็นช่วงสั้นๆ เสียงจักจั่นยังลั่นป่าอยู่อย่างเดิม เมื่อลมกรรโชกมา เสียงกิ่งไม้ ใบไม้ที่เสียดสีกันดังสนั่นซู่ๆ พัดเอาผลของต้นที่อยู่หน้าบ้านร่วงสู่พื้นดังตุบตั้บๆ ก้องไปในราตรี
ผมถามขึ้นด้วยความเป็นห่วงว่า
“ปานฯ พอจะนั่งสมาธิได้ใช่ไหม?”
“ได้ค่ะ ปานฯ เคยปฏิบัติมาบ้างแล้ว คุณพ่อเป็นคนสอนค่ะ”
“อ้าวเหรอ ทำไมผมไม่ทราบเลยล่ะ” ผมแปลกใจที่ทราบข่าวใหม่
“ก็คุณไม่เคยถามนี่คะ”
“เอ่อ นั่นสิ แล้วยังปฏิบัติอยู่สม่ำเสมอหรือเปล่า?” ผมถามต่อ
“บ้างค่ะ แต่ไม่ประจำ”
“แสดงว่าคุณพ่อเป็นนักปฏิบัติสิ” ผมถามด้วยความอยากรู้
“ถ้าหมายความว่าคุณพ่อปฏิบัติทุกวันเป็นประจำล่ะก็ ใช่ค่ะ”
ท่ามกลางแสงสว่างของเปลวเทียน ถ้าปานฯ สังเกตเห็นสีหน้าของผมคงเห็นว่าผมสงสัยเต็มที่ จึงถามต่อว่า
“งั้น ผมถามหน่อยว่าแล้วทำไมคุณพ่อถึงต้องบังคับให้คุณแต่งงานกับผู้ชายที่ท่านเลือกให้ล่ะ แสดงว่าท่านยังมีกิเลส ยังอยากให้ลูกอยู่สบายโดยหวังว่าคนที่พ่อเลือกนั้นจะอำนวยให้ได้”
“คุณไม่เห็นจะน่าถามเลย คนปฏิบัติก็ยังเป็นคน ยังมีกิเลสอยู่ จะมากหรือน้อยเท่านั้น ในด้านอื่น ปานฯ ค่อนข้างจะเชื่อมั่นค่ะว่าคุณพ่อเป็นคนดี แต่เกี่ยวกับลูก แม้ปานฯ จะยังไม่เป็นแม่คน แต่ปานฯ ก็เชื่อค่ะว่าพ่อและแม่รักลูก อยากให้ลูกสบายทั้งนั้น จะว่าไปก็เหมือนห่วงกันอยู่ร่ำไปตั้งแต่เกิดจนกว่าจะตายจากกันไปแหละ”
ผมให้คะแนนปานฯ เพิ่มขึ้นอีก และรู้สึกภูมิใจที่เธอมีความเข้าใจอะไรต่อมิอะไรเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ใช่เลย มันมาแต่เหตุและผลและความเป็นจริงเท่านั้น ถ้าเข้าใจได้ อะไรๆ ก็ง่ายขึ้นเยอะ จริงอย่างที่เธอว่า ผมเห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ เอ่ยถามต่อไปว่า
“ถ้างั้น การมีลูกก็เหมือนเป็นห่วงรัดคอไปตลอดน่ะซี ไม่เห็นน่าจะมีเลย”
“ถ้ามีแล้วจะทำไงได้ล่ะคะ พ่อแม่ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ถ้ายังไม่มีแล้วจะไม่มีก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะคิด”
เธอตอบเป็นกลางเสียจนเดาความคิดไม่ออก เลยซักต่อว่า
“แล้วปานฯ คิดยังไงล่ะ?”
“ปานยังไงก็ได้ ถ้าคุณอยากมีก็มี ถ้าคุณไม่อยากมี ปานฯ ก็สบายใจ”
ผมไม่พูดอะไร เอื้อมมือไป[กระผม]มมือเธอไว้บีบเบาๆ สบตากันท่ามกลางแสงเทียนในป่าใหญ่ และยิ้มให้กันด้วยความเข้าใจ
ไม่มีการจูบลา ผมส่งปานฯ ที่หน้าห้องนอนของเธอ กลับเข้ามาในห้องของตัวเองที่อยู่ถัดมา จุดเทียนไขแท่งเล็กให้สว่างขึ้น นึกในใจว่าถ้าจะลองนั่งสมาธิดูก่อนนอนคงจะดี ผมยังจำที่พระอาจารย์สอนได้และปฏิบัติไปตามนั้น อีกครั้งหนึ่ง
บทที่ 25 - เยี่ยมสวรรค์
ผมลืมตาตื่นขึ้นในความมืด เสียงเครื่องปั่นไฟครางกระหึ่มดังมาแผ่วๆ แต่ได้ยินถนัดนักในความเงียบเชียบของพงไพร เสียงไก่ป่าขันแว่วมาแต่ไกลๆ หลายทิศทาง เสียงจักจั่นยังลั่นอยู่อย่างเดิม ผมเดาว่าน่าจะเป็นเวลาหลังตีสี่แล้ว กระทั่งอากาศในห้องยังเย็นฉ่ำกว่าเปิดแอร์เป็นไหนๆ ผมดึงผ้าห่มผืนบางขึ้นคลุมตัวจนมิด ขดตัวเหมือนกิ้งกือ ครั้นจะปิดเปลือกตาพยายามหลับอีกครั้งกลับทำไม่ได้คล้ายจะหมดอารมณ์นอนไปแล้ว รีบสลัดตัวลุกขึ้นจากที่นอน ล้างหน้าแปรงฟันจนเรียบร้อย คิดในใจว่าให้สายสักหน่อยค่อยอาบน้ำ ขืนอาบตอนนี้คงได้ยืนแข็งเป็นรูปปั้นที่ไม่ค่อยจะน่าดูแน่
ผมเคาะประตูห้องของปานฯ ไม่มีเสียงตอบจากข้างใน เมื่อลองแง้มเปิดดูจึงรู้ว่าเธอไม่ได้อยู่ในห้องเสียแล้ว ปานฯ หายไปไหน? นั่นคือคำถามแรกที่เกิดขึ้นในใจ อาจจะนั่งอยู่ที่ระเบียงบ้านก็ได้ แต่เปล่า ปานฯ ไม่ได้อยู่ที่นั่น มีเพียงที่เรานั่งอันว่างเปล่าและความมืด เสียงทำอาหารจากครัวดังแว่วมา
สนเท่ห์ใจเป็นยิ่งนักที่เห็นปานฯ กำลังหั่นผัก เตรียมอาหารอย่างขะมักเขม้น ท่าทางเหมือนชำนาญคล่องแคล่วนัก แม่ชีอีกสามคนก็สาละวนอยู่กับการทำอาหาร ต่างส่งเสียงพูดคุยกันสนุกสนาน ดูมีความสุขดี
ปานฯ ยิ้มกว้างขวางเมื่อหันมาเห็นผมเข้า
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ หลับสบายไหมคะเมื่อคืน กาแฟนะคะ” ปานตั้งท่าจะผละจากงานที่ทำ ผมต้องรีบโบกมือห้าม
“ไม่เป็นไร ผมชงเอง ปานฯ จะเอาด้วยไหม ผมชงให้” ผมตรงเข้าไปในห้องเก็บ เปิดตู้นั้น รื้อตู้นี้สักพักก็ได้สิ่งของต้องประสงค์
“ปานฯ เรียบร้อยแล้วค่ะ” เธอตั้งหน้าตั้งตาเอาใจใส่กับกระทะตรงหน้า ไม่นึกว่าข้อมือของเธอจะแข็งแรงถึงขนาดจับหูกระทะด้วยมือซ้ายมือเดียว แล้วตวัดข้อมือให้อาหารในกระทะพลิกกลับไปกลับมาได้อย่างง่ายดาย
เธอถามโดยไม่ได้หันมามองว่า
“เมื่อคืนปฏิบัติก่อนนอนหรือคะ?”
“ใช่ ผมรู้สึกเป็นสุขสงบใจดี มันเหมือนอยู่ในถ้ำอันมืดมิดมั่นใจว่าไม่มีอันตรายใดๆ มาแผ้วพานได้ มันสงบอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้จะอธิบายยังไง ว่าแต่ ปานฯ รู้ได้ยังไงล่ะ?”
“ปานฯ ลุกมาเข้าห้องน้ำค่ะ เห็นแสงเทียนลอดผ่านใต้ประตูก็รู้ว่าคุณยังไม่หลับแน่…..ดีนะคะ ที่คุณจุดเทียนเล่มใหญ่ไว้ในห้องน้ำ ไม่งั้น ปานฯ คงมะงุมมะงาหราแย่แน่”
มันเกินความคาดฝันที่เห็นปานฯ ตื่นก่อนตีสี่ด้วยซ้ำ และเข้าครัวทำอาหาร ผมเองก็ไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้และไม่คิดว่าจะทำได้ด้วย แต่ก็เป็นไปเอง ไม่ได้รู้สึกเลยว่าต้องฝืนกายหรือใจแม้แต่น้อย จะว่าไปเรื่องการตื่นเช้านี่เป็นศัตรูกับผมมาแต่ปางไหนๆ แล้ว ขนาดให้ตื่นไปเล่นกอล์ฟที่ใครๆ ก็ตื่นได้ ผมยังไม่เอาเลย นับประสาอะไรกับการให้ตื่นแต่มืดเพื่อเข้าครัว เอ….หรือว่าฝันไป
ผมเดินตรงไปหาปานฯ ถามว่า
“จะให้ผมช่วยอะไรบ้าง?” เกือบจะโอบกอดเธอจากด้านหลังและจูบรับตะวันรุ่งสักครั้งตามความเคยชินอยู่แล้วเชียว ดีว่าเหยียบเบรกเอาไว้ทันเมื่อเห็นแม่ชีนุ่งห่มขาวอยู่ตรงหน้าและสำเหนียกทันว่าที่นี่คือวัด ปานฯ ก็เหมือนจะรู้ เพราะเธอยิ้มให้แบบเยาะๆ
ปานฯ ชี้ไปที่กองผักบนโต๊ะ บัญชาการว่า
“เด็ดเอาใบที่ใช้ไม่ได้ออก ล้างน้ำ หั่นพริกซอยตามยาว ปอกเปลือกกระเทียมออกด้วย หั่นหัวหอมใหญ่เป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้วช่วยคั้นน้ำส้มและมะนาวด้วยค่ะ คอยดูกาน้ำที่ต้มอยู่นั่นด้วย ถ้าเดือดแล้ว รินใส่กระติกสามใบนั่น”
บริเวณที่เตรียมอาหารกว้างขวาง ผมเคยทำอาหารมาบ้างตอนที่จำเป็นสุดขีด อย่างคราวที่ไปเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ สมัยเรียนมหาลัย ไม่น่าเชื่อว่าเพื่อนผู้หญิงไม่มีใครทำอาหารเป็นเลยสักคน แค่หุงข้าวด้วยหม้อไฟฟ้ายังหุงไม่เป็น อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว ก็จะทำได้ไง ทอดปลาแบบไม่ขอดเกล็ด ไม่ทำความสะอาดเอาตับไตไส้พุงมันออก ดีว่าผมเห็นเข้าเสียก่อน อย่างน้อยผมก็รู้ว่าจะกินปลาทอดทั้งเกล็ดน่ะไม่ได้แน่ ที่ปานฯ สั่งไว้ผมจึงทำเสร็จในชั่วพริบตา
ผม ปานฯ และแม่ชีช่วยยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วไปที่ชั้นล่างของศาลาฯ จนครบ อาหารที่ทำถวายมีพลาสติกใสบางคลุมมิดชิด ไม่นานนักพระอาจารย์และพระลูกวัดก็กลับจากบิณฑบาตด้วยรถกระบะที่ว่าจ้างไว้ให้มารับ เพื่อพาไปส่งในหมู่บ้านด้านล่าง ซึ่งตอนหลังผมรู้สึกว่าไม่สะดวกสำหรับพระเลยเพราะกระบะด้านหลังเปิดโล่ง เวลาฝนตก พระท่านก็ยังต้องออกบิณฑบาต ต้องนั่งตากฝนไปตลอดทางทั้งไปและกลับ ตอนหลัง หลังจากกลับจากวัดในคราวนี้แล้ว ผมกับปานฯ เลยถือโอกาสซื้อรถกระบะที่มีหลังคาคลุมหลัง ติดแอร์ให้เสร็จสรรพถวายทางวัดเสียเลย ผมกับปานฯ คิดง่ายๆ ว่า ทีเสียเงินอย่างอื่นตั้งมากตั้งมายยังเสียได้ จ่ายเงินทำบุญแบบนี้แทบจะไม่ต้องคิดเลย
อาหารจากบาตรถูกนำมารวมกัน แยกประเภทข้าวใส่ถาดหนึ่งซึ่งมีทั้งข้าวเหนียวและข้าวจ้าว อาหารคาวใส่อีกถาดหนึ่ง และของหวานอีกถาดหนึ่ง
พระอาจารย์และพระลูกวัดนั่งเรียงรายเป็นแถวตามลำดับอาวุโสทางพรรษา ผมช่วยประเคนอาหารถวายพระ อาหารแต่ละอย่างวางอยู่บนถาดไม้สี่เหลี่ยมไม่มีขอบ มีล้อเลื่อนข้างใต้สี่ล้อ แต่ละถาดจะเลื่อนผ่านหน้าพระแต่ละรูปไปเรื่อยๆ จนถึงรูปสุดท้าย อาหารที่เหลือยกออกกลับไปที่โรงครัว ปานฯ ช่วยทำความสะอาดเช็ดถาดเลื่อนนั้นก่อนที่จะวางเรียงเก็บที่ด้านข้างชิดผนังศาลาฯ
เมื่อพระทุกรูปตักอาหารใส่บาตรแล้ว พระอาจารย์บอกว่า
“มารับพร…..”
ผมและปานฯ คุกเข่าประนมมือตั้งสติรับพร พระอาจารย์เริ่มว่า
“ยะถา วาริวะหา ปูรา…………..ภะวันตุ เตฯ”
เมื่อให้พรจบ ผมและปานฯ กล่าวขึ้นพร้อมกันว่า “สาธุ” และกราบลงพร้อมกันสามครั้ง
เรากลับมาที่โรงครัว เห็นอาหารที่ชาวบ้านตักบาตรใส่เป็นถุงๆ ส่วนใหญ่จะเป็นอาหารพื้นเมืองทางภาคเหนือ ดูไม่ออกว่าเป็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเป็นประเภทแกงๆ สีคล้ำ เราเลยเลือกอาหารที่ปานฯ ทำเองตักรวมใส่จานเดียว นั่งกินบนพื้นปูเสื่อบริเวณด้านหน้าของครัว เมื่อกินเสร็จ เราต่างทำความสะอาดจาน ช้อนที่บริเวณที่ล้างจาน
ผมชวนปานฯ ไปสำรวจเส้นทางที่พระอาจารย์บอกไว้เมื่อคืน เมื่อถามไถ่แม่ชีจนพอทราบเส้นทางชัดเจน เราจึงออกเดินไปตามทางที่ใช้เดินที่เหยียบย่ำกันจนราบ เสียงน้ำไหลเหมือนเสียงน้ำตกดังก้องแม้จะมองไม่เห็นสายน้ำนั้น มันอยู่ต่ำลงไปเล็กน้อยแต่ถูกพุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่น้อยและโขดหินบดบังไว้ ทางนั้นค่อยไต่สูงขึ้นทีละน้อย พื้นที่ชื้นแฉะ ทำให้เราต้องระวัง บางทีต้องโหนตัวจับรากไม้บ้าง กิ่งไม้บ้างดึงตัวขึ้นไป บางตอนที่ต้องปีนขึ้น ผมต้องโอบต้นไม้ต้นเล็ก ยื่นมือทั้งสองให้ปานฯ จับดึงตัวขึ้นมา
ตลอดทางที่ขึ้นไปนั้น เมื่อเงยหน้าขึ้นมองพอเห็นท้องฟ้าสีครามเกลื่อนไปด้วยปุยเมฆสีขาวบ้าง เทาบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเห็นกิ่งก้านและใบไม้เสียมากกว่าที่ช่วยกั้นความร้อนจากแสงอาทิตย์ที่ทวีความแรงกล้าขึ้นเป็นลำดับ เสียงจักจั่นยังดังลั่นอยู่ทั่วไป บางครั้งจะมีเสียงสวบสาบและเสียงเท้าตะ[กระผม]ยพื้นที่เต็มไปด้วยใบไม้ของสัตว์บางอย่างมองไม่เห็นว่าเป็นอะไร
เรามองตากัน นึกภาวนาว่าอย่าเห็นน่ะดีแล้ว ต่างคนต่างอยู่เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย หลายต่อหลายครั้งที่ผมคิดเปลี่ยนใจจะชวนปานฯ กลับด้วยความสงสารและเป็นห่วงว่าเธอจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป ต้องมาลำบากลำบนปีนป่ายเหมือนลิงค่างอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อเห็นใบหน้าหวานๆ มีแต่รอยยิ้ม แม้จะพราวไปด้วยเหงื่อเม็ดเล็กๆ ไม่บ่งบอกความย่อท้อใจ ทำให้ผมพูดไม่ออก ได้แต่ถามว่า
“ปานฯ เหนื่อยไหม?”
“ไม่ค่ะ”
เสียงเธอเด็ดเดี่ยว ทำให้ผมรู้สึกขึ้นมาเฉยๆ ว่าผู้หญิงมีความทรหดอดทนทั้งทางร่างกายและจิตใจเหนือกว่าผู้ชายมากนัก ผู้ชายบางทีเจ็บแค่สลึงเดียวแต่แหกปากร้องเหมือนเจ็บเป็นสิบ แต่ผู้หญิงเจ็บเป็นสิบแต่ร้องแค่สลึงเดียว เพียงแค่นึกถึงเวลาตั้งเก้าเดือนที่ต้องอุ้มท้องด้วยความยากลำบาก และยังตอนคลอดอีก แค่นี้ผมก็ถอดใจแล้วเมื่อนึกว่าตัวเองต้องเป็นแบบนั้นบ้าง นี่แค่ตัวอย่างเดียว ยังมี