บทที่ 9 - เมื่อสายันห์

เราออกจากสนามกอล์ฟเป็นเวลาบ่ายแก่จัดแล้ว ผมไม่ได้ถามปานฯ หรือขอความเห็นจากเธอว่าเราจะไปรับประทานอาหารเย็นที่ไหนดี และขับรถตรงไปที่ร้านอาหารที่มีอยู่

ในใจ เป็นร้านอาหารที่ปลูกเป็นเรือนแพตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำนครชัยศรี ผู้คนมีอยู่เพียงน้อยนิด เราเลือกที่นั่งริมแพสามารถมองเห็นสายน้ำที่เคลื่อนที่ไปไม่รู้จักหยุดหย่อน มัน

พาเอาผักตบชะวาชูช่อสีม่วงดูดาดดื่นท่องไปตามลำน้ำใหญ่ไปไหนต่อไหนไม่มีใครอยากรู้ เรือพายลำเล็กที่ฟากตรงข้ามแม่น้ำเป็นภาพชีวิตตามธรรมชาติของผู้คนที่อาศัย

ลำน้ำเป็นหลัก ทิวไม้สีเขียวเข้มบ้างจางบ้างยาวตลอดเป็นแนวคดโค้งไปตามแม่น้ำนั้น บางตอนมีต้นตาลชูยอดสูงไหวเอนไปมา ต้นมะพร้าวที่เตี้ยต่ำลงมามีให้เห็นอยู่ดาษดื่น

เหนือขึ้นไปเป็นขอบฟ้าสีเทามีเมฆทึบกระจายตัวไปทั่ว มันกั้นแสงพระสุริยนต์ให้อ่อนช้อยลงดูเบาตา นกตัวใหญ่น้อยโผบินเป็นหมู่ๆ มันกำลังบินกลับรังของมันคือบ้านอัน

อบอุ่น สายลมเย็นโชยมาไม่ขาดระยะปะทะกับใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งอยู่ฟากตรงข้าม เส้นผมบางเบาราวไหมที่บัดนี้ปล่อยให้สยายลงคลุมแผ่นหลังปลิวว่อนไปตามแรง –

เธอคือหงส์ฟ้าในใจของผม

“คุณรู้จักที่นี่ได้ยังไงคะ” เสียงใสๆ ดังถามขึ้น
“ส่วนใหญ่ใครๆ ก็รู้จัก มีแต่ปานฯ แหละที่ไม่รู้จัก” เมื่อตอบไปแล้วถึงรู้ตัวว่าไม่น่าพูดเลย ใจนั้นเกรงว่าจะไม่เข้าท่าเข้าทางเกิดผิดหูขึ้นมาไม่รู้ว่าพายุลูกไหนจะโหมเข้ามาบ้าง

แต่ผิดคาด เสียงหัวเราะคิก ตามด้วยถลึงตามองผมอย่างอารมณ์ดี
“คุณกำลังจะบอกว่าปานฯ เซ่อเซอะ มัวแต่หลงกรุงอยู่ใช่ไหม?”
“ผมไม่ได้พูดแบบนั้น อย่าร้อนตัวไปก่อนสิ” ว่าจะไม่ แต่ผมก็อดใจไม่ได้ที่จะสบตาด้วยและจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นราวกับจะอ่านใจของเธอให้ทะลุ เธอมองตอบแต่ต้อง

เบนสายตาหลบมองลงต่ำ ท่าทีบอกความเอียงอายเหมือนจะกลัวว่าดวงตาคู่นั้นจะเผยความในใจออกมาหมด

เธอพูดเสียงเขียวคล้ายแสร้งกลบเกลื่อนขึ้นว่า
“ที่คุณพูดน่ะแปลความหมายเป็นอย่างอื่นได้มากนักเหรอ?”
“ถ้าปานฯ จะแปลความหมายอย่างที่บอกมาก็ได้ แต่ผมหมายความว่ายังมีส่วนน้อยที่ไม่รู้จักซึ่งก็ไม่เห็นเสียหายตรงไหน ผมก็เคยไม่รู้จักมาก่อน”

ไม่ทันได้ระวังตัว มือเรียวๆ ของเธอที่ท้าวคางอยู่ก็ฟาดเผียะลงมาที่หลังมือของผมที่วางราบอยู่บนโต๊ะ มือไม่เจ็บหรอกแต่ตกใจมากกว่า ไม่นึกว่าเธอจะจู่โจมรวดเร็วขนาดนั้น

ผมชักมือกลับด้วยความแปลกใจ ปานฯ พูดเสียงแกมหัวเราะว่า
“เลี้ยวลดคดเคี้ยวนักเหมือนแม่น้ำ”
ว่าจะไม่ แต่ปากไวกว่าความคิด ผมบอกว่า
“ปากไม่เท่าไหร่ แต่ใจสำคัญกว่า”

เราสั่งอาหารสองสามอย่าง อาหารมีรสชาติมากขึ้นด้วยบรรยากาศอันแสนสุนทรีย์ คำสนทนาเล็กๆ น้อยๆ เราเริ่มเรียนรู้เรื่องส่วนตัวของกันและกันมากขึ้น มันเหมือนการ

เจาะกำแพงให้เป็นช่อง จากรูเล็กๆ ช่องนั้นค่อยขยายกว้างขึ้นทุกที มีเสียงหัวเราะระหว่างเราเท่านั้นที่รู้ว่าหัวใจอันเบิกบานนั้นเป็นเช่นไร ดุจเช่นละอองน้ำฝนหลังพายุหนัก

ยามเมื่อต้องแสงอาทิตย์จะถักทอเป็นสายรุ้งงามที่ปลายฟ้า

“สวยมากนะคะ” สายตาของเธอเหม่อมองไปเบื้องหน้า
“ครับ สวยมาก”
“ท้องฟ้าและสายน้ำยามอาทิตย์อัศดงช่างงดงามเหลือเกิน”
“ครับ งดงามมาก”
“ไม่เห็นว่าคุณจะมองสักหน่อย รู้ไงว่าสวย”
“ก็ผมมองอยู่นี่ไง”
“บ้า นั่นมันหน้าชั้น”
“ก็ใบหน้าคุณน่ะสิ”

แสงสีทองส่องเป็นสายทะลุเมฆลงมาได้บ้างทำให้พื้นที่ทั้งบริเวณสะท้อนประกายดั่งทอง ฉากหลังจึงขับออกมาเป็นสีม่วงบ้าง แดงบ้างกลมกลืนกันไปราวภาพในนิมิตที่ไม่

อาจมีจิตกรใดในโลกจะแต่งแต้มสีสันงดงามได้เหมือน เฉกเช่นใบหน้านวลราวเทพธิดาตรงหน้าผมนี้

“คุณบอกว่าลูกชิพนี่มีหลายแบบแล้วแต่สถานการณ์ที่เราจะเลือกเล่น มันเป็นยังไงหรือคะ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยมาเรื่องกอล์ฟ ผมแทบจะปรับอารมณ์ตามไม่ทันทั้งที่ใจนั้น

ตอนนี้ไม่อยากคุยเรื่องกอล์ฟเลย
“ง่ายๆ มีว่า ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่ง เราจะวางลูกให้ค่อนไปทางซ้าย ลูกแบบนี้ใช้ในสถานการณ์ที่ลูกอยู่หลังบังเกอร์ทรายและธงปักชิดอยู่ด้านนั้น ลูกจะตกและวิ่งไปไม่

มากนัก แต่หากเราต้องการให้ลูกพุ่งและวิ่งไป เราจะวางลูกมาทางขวาเล็กน้อย หน้าเหล็กอันเดิมก็จะตั้งมากขึ้นเองซึ่งนั่นหมายความว่าจะต้องไม่มีอุปสรรคใดๆ ขวางหน้าอยู่”
“แค่นั้นหรือคะ ไม่เห็นจะวุ่นวายเลย”
“ถึงเวลาก็รู้เองแหละ มีอีกนิด เวลาเราต้องการให้ลูกโด่ง การขึ้นไม้ต้องหักข้อมือพับขึ้น เหล็กจะขึ้นในมุมชันเมื่อลงไม้เหล็กจะลงในมุมชันด้วย ที่ผมเห็นว่าอาจจะมีข้อผิด

พลาดกับนักกอล์ฟบ้างก็คือการใช้มือเข้าช่วยคล้ายๆ อยากจะช่วยตักลูกให้ลอยโด่งขึ้นเพราะแทนที่จะตักกลับกลายเป็นมือจะฉุดไม้ขึ้นมาทำให้ตีที่หัวลูกแทน เราต้องปล่อย

ให้หน้าไม้ทำงานของมันเองตามองศาของมัน”
“เท่าที่ฟังมาเหมือนกับจะไม่ให้มือไม่มีบทบาทอะไรเลยงั้นแหละ ทั้งที่มือเราจับไม้อยู่”
“ไม่ใช่ว่ามือจะไม่มีบทบาท มือมีบทบาทตอนที่ทำตามไม่ใช่นำหรือทำงานในจังหวะที่ควรทำ เช่นเร่งความเร็วเข้าหาลูกในจังหวะที่เหมาะสม หรือส่งไม้ไปยังทิศทางที่กำหนด

ไว้ ปานฯ เล่นๆ ไปก็จะเข้าใจมากขึ้นเอง”

ผมไม่พยายามที่จะขับรถช้าจนเกินไป อยากให้ถนนสายนี้ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือสิ่งที่ใจปรารถนา แต่ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา ยิ่งใกล้จุดหมายเข้าไปเพียงใดใจยิ่งอาลัยมาก

ขึ้นเพียงนั้นและลุ้นระทึกต่อไปว่าผมจะได้รับเชิญเยี่ยงค่ำวันนั้นอีกหรือไม่หนอ ผมตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกจอดรถที่ไหนดี แต่คิดเอาเข้าข้างตัวเองว่าตรงหน้าประตูทางเข้า

อาคารที่เธอเคยบอกผมเองว่าตรงนั้นห้ามจอด ผมขับเลยไปจอดที่ริมกำแพงรั้วใกล้ที่จอดเดิมแต่ถัดเข้าไปอีกเล็กน้อย ผมดับไฟหน้ารถแต่ไม่ดับเครื่องยนต์

ปานฯ นั่งนิ่ง สายตามองไปเบื้องหน้าที่เป็นกำแพงและต้นปาล์มราวกับมีอะไรน่าดูเสียเต็มประดา มือทั้งสองวางประสานอยู่บนตัก ผมหันไปมองด้วยใจที่หวาดประหวั่น เธอ

หันมามองตอบในความสลัว คราวนี้ผมเป็นฝ่ายที่หลบสายตา ไม่ได้ตัดสินใจอย่างไรลงไป เหมือนสติที่เลื่อนลอยผมเอื้อมมือออกไป[กระผม]มมือของเธอไว้อย่างแผ่วเบา

แทบจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำไปว่ากล้าทำไปได้อย่างไร กินหัวใจมังกรมาหรือไร

ปานฯ ไม่ได้ดึงมือหนี ตรงกันข้ามเธอรับสัมผัสนั้นไว้และเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแทบเป็นกระซิบว่า
“ปานฯ มีความสุขมากค่ะ”

เพียงคำพูดแค่นั้นก็ทำให้หัวใจของผมพองโตขึ้นมาได้ ผมคลึงนิ้วมือของเธอเบาๆ ตอบว่า
“ผมดีใจที่ทำให้ปานฯ มีความสุขได้”

ไม่ทันที่ผมจะรู้ตัวเพราะมัวก้มหน้า เธอขยับตัวอย่างรวดเร็วยื่นหน้ามาประทับริมฝีปากลงที่แก้มผมแล้วหันตัวกลับ เปิดประตูรถก้าวออกไปทันทีพร้อมสัมภาระ ก่อนที่เธอจะ

ปิดประตูลง เธอกล่าวขึ้นด้วยคำพูดที่ทำให้ผมสามารถนอนคิดไปได้ทั้งคืนว่า

“พรุ่งนี้ ปานฯ จะโทรหานะคะ ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ”

บทที่ 10 - ก่อนจะออกรอบ

คืนนั้นทั้งคืนผมไม่มีโอกาสฝันถึงปานฯ ตามที่เธอขอไว้เลย แต่ผมมีอย่างอื่นที่ดีกว่าที่ไม่ว่าหญิงสาวที่ไหนในโลกคงดีใจที่มีใครคนหนึ่งเฝ้าคิดถึงอยู่ตลอดเวลาจนหลับไป

เมื่อไหร่ไม่ทันรู้ตัว ผมบอกไม่ถูกว่ามันเป็นความสุขหรือความทุกข์กันแน่ มันก้ำกึ่งปะปนกันอยู่อย่างยากที่จะจำแนกออกได้ นับเป็นความทุกข์ที่ผมปล่อยให้ใจตัวเองหลง

ระเริง

แล้วความเป็นจริงที่เกิดขึ้นล่ะ คิดเพียงแค่นี้ก็ทำให้ผมยิ้มกับตัวเองได้อย่างสุขใจ “ฝันถึงปานฯ บ้างล่ะ” เป็นคำพูดที่ก้องอยู่ในโสตประสาท แม้ในยามตื่นเช่นตอนนี้ ผมนึกถึง

รอยยิ้มที่เอียงอาย ปลายนิ้วเรียวที่ฟาดเผียะลงบนหลังมือ ผมยกหลังมือซ้ายขึ้นสัมผัสที่ริมฝีปากอย่างไม่รู้ตัวและลูบไล้ไปที่แก้มซ้ายที่เธอลักฝากรอยประทับไว้ให้

ผมเปิดประตูที่ระเบียงห้องนอน ยืนพิงระเบียงกว้างสูดกลิ่นสายลมเย็นยามเช้าที่หอบเอากลิ่นไอฝนมาด้วย ขอบฟ้าเริ่มทอประกายแสงอรุณรับวันใหม่ที่จะมาถึง เสียงไก่ขัน

แว่วมาไกลๆ ยอดไม้ที่เบื้องล่างไหวเอนตามสายลมวูบหนึ่งแล้วกลับสงัดลง ความคิดและหัวใจที่ล่องลอยท่องเที่ยวไปถึงที่ไหนถ้าผมไม่บอก ใครจะรู้ มันดูเหมือนจะจากไป

ชั่วนิรันดร์ จนไม่ได้ยินเสียงบานประตูที่เลื่อนเปิด สะดุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเสียงสตรีนางหนึ่งดังขึ้น

“ดิฉันเห็นไฟห้องเปิดแล้วเลยชงกาแฟมาให้ค่ะ” ป้าแม้นเป็นแม่บ้านที่เลี้ยงดูผมมาแต่อ้อนแต่ออกวางถ้วยกาแฟไอกรุ่นบนขอบระเบียง
“ขอบใจจ้ะป้า” ผมยกกาแฟขึ้นจิบ กลิ่นและรสกาแฟทำให้ผมสว่างขึ้น
“วันนี้ตื่นเช้าจังนะคะ น่าแปลกใจจัง” ป้าแม้นยิ้มแบบมีเลศนัย แต่ผมไม่ใส่ใจ
“ผมสบายดีจ้ะป้า”
“น่าจะมากกว่าสบายดีกระมังคะ” ป้าแม้นพยายามมองผมด้วยสายตาแปลกๆ
ผมพยายามซ่อนเร้นเปลี่ยนเรื่องทันทีว่า
“ผมจะไปอาบน้ำแล้วป้า” ผมหันหลังกลับ เดินถือถ้วยกาแฟไปด้วย

จริงอย่างที่ป้าแม้นตั้งข้อสังเกตแหละ ผมไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้มาก่อนแม้จะไปเล่นกอล์ฟก็ตาม ต่างจากนักกอล์ฟคนอื่นๆ ที่ไม่เคยตื่นเช้าเลยแต่ถ้าเพื่อไปเล่นกอล์ฟจะเช้า

แค่ไหนก็ตื่นได้ ความจริงผมก็เคยลองตื่นโดยตั้งนาฬิกาปลุก พอออกรอบเล่นกอล์ฟมีลมเย็นๆ กับแสงอาทิตย์ที่โผล่พ้นฟ้าทำให้ผมสามารถยืนท้าวพัตเตอร์หลับขณะที่รอ

เพื่อนๆ พัทท์ได้จนเพื่อนต้องมาปลุก และเล่นต่อไปเหมือนคนเมาคลื่น เดินไปหาวไปตลอดทาง กว่าจะตีได้พาร์ก็ปาเข้าไปหลุม 18 แล้ว

แต่เช้านี้ต่างไป ผมไม่ได้ตั้งใจตื่นแต่ตีห้ากว่าๆ หรอก มันตื่นเอง จะข่มตาให้หลับตาก็ไม่ได้เพราะใครคนนั้นบุกรุกเข้ามาในสมองอีกแล้ว ทำให้นึกถึงเพลงหวานขับร้องโดยม

รว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์
ชื่อเพลงยามรัก เนื้อเพลงตอนหนึ่งความว่า

“ยามเช้าพี่ก็เฝ้าคิดถึงน้อง
ยามสายพี่หมายจ้องเที่ยวมองหา
ยามบ่ายพี่วุ่นวายถึงกานดา
ยามเย็นไม่เห็นหน้าผวาทรวง”

ผมหันไปมองโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่ข้างกายราวกับจะบอกให้มันสั่นมันร้องขึ้นมาให้ชื่นใจเสียที ทั้งที่รู้ดีอยู่แก่ใจว่ามันคงไม่ดังขึ้นตอนนี้หรอก ส่วนจะดังขึ้นตอนไหนใจผม

คงหงุดหงิดจนกว่าจะถึงตอนนั้น แต่แล้วกลับต้องสะดุ้งขึ้นสุดตัวด้วยความยินดีที่มันแผดเสียงดังขึ้น

แทบจะระงับความลิงโลดใจไม่อยู่ ต้องพยายามสะกดใจไว้เต็มที่
“อรุณสวัสดิ์ครับ…..ปานฯ ก็ตื่นเช้าเหมือนกันนี่…..เมื่อคืนไม่ได้ฝันถึงหรอก แต่มีอย่างอื่นที่ดีกว่า…..ผมยังไม่บอกหรอก เอาไว้บอกต่อหน้าดีกว่า……ได้ เดี๋ยวผมจะออก

จากบ้านเลย…..ได้สิถุงกอล์ฟผมอยู่ท้ายรถอยู่แล้ว……เดี๋ยวเจอกันจ้ะ”

นักกอล์ฟบางตาในตอนเช้าขนาดนี้ เราขึ้นไปชั้นบนของอาคารซ้อมอย่างเคยและสั่งอาหารเช้า ทั่วสนามยังคงมีหมอกจางๆ ปกคลุมโดยทั่ว ใบธงที่ปักบอกระยะเคยพริ้ว

สะบัดกลับห้อยตกลงเหมือนคนที่ยังไม่ตื่นจากนอน ผมเหลือบมองมือเรียวที่วางอยู่บนที่ท้าวแขน อดใจไม่ได้อยากสัมผัสให้สมกับความคิดถึงที่เกิดขึ้นตลอดคืนเมื่อคืนนี้

เมื่อเอื้อมมืออกไป ผมเห็นว่าเธอเห็น ปานฯ ท่าทางเหนียมอายแต่ยื่นมือนั้นออกมา เราพบกันครึ่งทาง แต่เมื่อผมพยายามที่จะสบตาด้วย เธอได้แต่ก้มหน้านิ่งราวกับจะปล่อย

ให้สัมผัสของมือถ่ายทอดความรู้สึกให้กันและกัน ที่เรียกว่าสื่อภาษาใจที่เราเข้าใจเป็นอย่างดี

หลังจากที่เรารับประทานอาหารเช้าที่เหมือนอาหารทิพย์เสร็จ เราปล่อยเวลาให้ดำเนินของมันไป เรารู้ว่าวันนี้ทั้งวันเป็นของเรา เธอพูดทำลายความเงียบขึ้นก่อนว่า

“ไหนคุณบอกว่ามีอะไรจะบอกปานฯ ไง”
“ผมเปลี่ยนใจไม่บอกแล้ว” ผมตอบดื้อๆ
“อ้าว! ไหงเป็นงั้นล่ะ เพราะอะไร ทำไมถึงไม่บอก?” เสียงของเธอฟังดูจริงจัง แต่ไม่จริงจัง
“ถ้าบอกก็รู้สิ” ผมไม่ได้มีเจตนากวน แต่รู้ว่านี่เป็นการกระตุ้นความอยากรู้ให้เพิ่มขึ้นต่างหาก
“แล้วคุณไม่อยากบอกให้ปานฯ รู้หรอกหรือ?” น้ำเสียงของเธอเหมือนวิงวอน ขอร้องเจือด้วยความหวานแหวว
“ผมว่าปานฯ คงรู้อยู่แล้วล่ะ”
“แม้จะเดาถูก แต่ก็ยังอยากฟังอยู่ดี”
“งั้นยิ่งไม่บอกใหญ่”
“แล้วคุณไม่อยากรู้หรือว่าปานอยากบอกอะไร?”
“อยากบอกก็บอกสิ แต่ยังไงผมก็ไม่บอก”
“ปานฯ อยากบอกว่า ยิ่งรู้จักคุณมากเท่าไร คุณยิ่งกวนประสาทมากขึ้นเพียงนั้น”

ผมหัวเราะ ไม่ตอบอะไร ลุกขึ้นจากที่นั่ง หยิบเหล็ก 7 ในถุงของเธอออกมาสวิงเล่น บอกเธอว่า
“ไหนว่าอยากมาซ้อมกอล์ฟไม่ใช่เหรอ ซ้อมสิ”

ปานลุกขึ้น สวมถุงมือทั้งสองข้าง รับเหล็กจากผมไป ตั้งท่าสวิงลมไปมาหลายครั้ง ผมเห็นว่าท่าทางสวิงลมของเธอคล่องแคล่วขึ้นมาก ไม่เหมือนคนหัดใหม่เลย ความจริงก็

ใช่เพราะเธอซ้อมมาเดือนเศษแล้ว

เธอเดินกลับมาด้านหลัง เล็งเป้าหมายที่จะตีไป เข้าไปตั้งท่าจรดและสวิงตีลูกไปอย่างอ่อนช้อย ผมมองตามลูกที่ทะยานไปข้างหน้า ตกเลยป้ายบอกระยะ 100 ไปอีกไม่น้อย

เธอเปลี่ยนเหล็กใหม่เป็นเหล็ก 5 ผมกำชับว่า
“ต้องสวิงแบบเดียวกัน ด้วยจังหวะที่เหมือนกันทุกอย่างนะ”

เมื่อเห็นว่าเธอตีลูกออกได้ดีตามสมควร ผมหยิบหัวไม้ 5 จากถุงยื่นส่งให้ บอกว่า
“ลองตีไม้แฟร์เวย์ดูบ้าง”

ไม้ที่ยาวขึ้นทำให้จังหวะการสวิงของเธอเพี้ยนไป บางลูกออกซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ตรงบ้าง ผมบอกว่า
“ผมรู้สึกว่าปานฯ พยายามสวิงให้แรงขึ้นนะ พยายามรักษาจังหวะการสวิงให้เหมือนเดิมไม่ว่าจะตีด้วยไม้อันไหนทั้งนั้น ด้วยจังหวะที่ดีเราจะสามารถตีลูกได้ไกลเท่าที่ควรจะ

เป็นเพราะความยาวของไม้และองศาของมัน ด้วยแรงบิดและการคลายตัวนี่แหละจะเป็นตัวที่ทำให้เกิดความเร็วเอง อย่าไปคิดอย่างอื่น สวิงไปตามความรู้สึกที่เรียนรู้มาเท่า

นั้นแหละ”

ปานฯ สวิงตีลูกได้ดีขึ้น เธอถามขึ้นว่า
“ถ้าใช้หัวไม้หนึ่งที่เราต้องการตีให้ไกลที่สุด เราไม่ต้องออกแรงสวิงให้มากขึ้นหรือคะ?”
“ไม่ใช่ออกแรงสวิงให้แรงขึ้น แต่ที่ถูกต้องคือ เราต้องรักษาจังหวะการขึ้นแบ็คสวิงให้คงที่เช่นเดิม ไม่ใช่คิดจะตีให้ไกลขึ้นก็ขึ้นแบ็คสวิงเร็วขึ้นแล้วกระชากไม้ลงมาตี เมื่อ

จังหวะการขึ้นไม้คงที่จนถึงท็อปสวิง หากเราต้องการเร่งความเร็วเราต้องเร่งขาลงคือให้นึกถึงแต่บิดสะโพกกลับให้เร็วขึ้น แต่ทั้งนี้เราจะต้องรักษาสมดุลย์ของร่างกายเอาไว้

ให้ได้ด้วย ไม่ใช่หวดไปจนตัวหมุนเป็นลูกข่าง ลูกไปไหนก็ไม่รู้ พอจะเข้าใจไหม”
“พอเข้าใจค่ะ”

ผมอธิบายต่อว่า
“ในเกมกอล์ฟ มีโอกาสให้เราตีเสียอยู่ตลอดเวลาไม่ต้องห่วงแม้กระทั่งมืออาชีพก็เหอะ เพราะในสนามมีอุปสรรคมากมายไม่ว่าจะเป็นตัวสนามเองที่ออกแบบอุปสรรคไว้

สารพัดไม่ว่าจะเป็นบ่อน้ำ คูคลอง บ่อทราย หญ้ายาว พื้นสนามที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนสนามฟุตบอล สายลม ต้นไม้และอื่นๆ อีกมากมาย ปัญหาเลยกลายเป็นว่านักกอล์ฟ

จะต้องทำยังไงให้เสียหายน้อยที่สุดนั่นคือการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและนักกอล์ฟจะทำได้ดีก็ด้วยสติ ไม่ใช่อารมณ์ ดังนั้นศัตรูตัวร้ายที่สุดในเกมกอล์ฟก็คือตัวเราเอง”
“ตัวเราเองหรือคะ?”
“ใช่ ต่อให้เป็นนักกอล์ฟมือหนึ่งของโลกก็เหอะ เขาจะต้องเรียนรู้ในการจัดการตัวเองนั่นคือความคิด เราจะต้องจัดวิธีการคิดให้ถูก ให้เป็น ไม่เช่นนั้นสวิงที่คนอื่นมองว่าแสน

จะสมบูรณ์ก็กลายเป็นสวิงช้อนปลาได้ง่ายๆ ปานฯ เคยดูกอล์ฟทางทีวีไม่ใช่เหรอ นั่นน่ะมืออาชีพระดับโลกทั้งนั้นแต่ก็ยังตีลูกตกน้ำตกท่า ตีเข้าใส่คนดูรอบสนามจนบาดเจ็บ

ตีเข้ารกเข้าพงอยู่เป็นประจำ….”
“อืม จริงสิคะ แม้ไทเกอร์ วูดส์ที่ว่าแน่ๆ ยังตกรอบได้เลย บางคนตีนำมาสามวันอยู่ดีๆ วันสุดท้ายกลับหายเข้ากลีบเมฆไปเลย แล้วมีวิธีจัดการตัวเองให้ถูกต้องยังไงบ้างคะ?”

ผมครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง รู้ว่าตัวเองยังจัดการความคิดของตัวเองไม่ได้เลย แต่เมื่อถูกถามก็ต้องพยายามตอบให้ได้ ผมค่อยเรียบเรียงความคิด อธิบายว่า
“อย่างแรก เรารู้ว่าความเร็วที่เกิดขึ้นในการสวิงนั้นใช้เวลาเพียงหนึ่งวินาทีเศษเท่านั้น ดังนั้นในระหว่างสวิงเราจะเอาเรื่องมารกสมองไม่ได้เลยโดยเฉพาะเทคนิคต่างๆ ในการ

สวิง เทวดาที่ไหนก็ไม่มีทางที่จะระวังเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในตัวเราได้เลย”
“อ้าว แล้วถ้าเรามีปัญหาเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ต้องระวังหรือต้องแก้ไขล่ะคะจะทำยังไง?”

ผมรู้ว่าถ้าจะตอบเรื่องนี้คงยาวยืดเพราะต้องอธิบายกันยาวเหยียดเหมือนการเล็คเชอร์ในชั้นเรียน เพื่อให้ง่ายเข้า ผมสรุปบอกว่า

“เอาอย่างนี้ดีกว่า ถ้าเรามีปัญหาอะไรซึ่งเป็นเรื่องเทคนิค เราก็แก้ไขในสนามซ้อม เมื่อลงไปเล่นในสนามจริงและบังเอิญตีเลอะเทอะ ให้บอกตัวเองว่าไม่มีอะไรที่เลวร้ายไป

กว่านั้นอีกแล้วซึ่งมันจริง เราปฏิเสธไม่ได้ แล้วเปลี่ยนความคิดใหม่จากเรื่องเทคนิคเป็นเป้าหมายที่อยู่ตรงหน้าเช่น กรีนอยู่ตรงนั้น เราจะสวิงพาลูกไปตกที่นั่นแล้วสวิงไปเลย

ผมรับรองว่าจะดีกว่าแน่นอนเพราะเจ้าความคิดนี่แหละจะเป็นตัวสกัดกั้นการทำงานของร่างกายให้เป็นไปอย่างราบรื่น มันทำเราเกร็ง ต่อให้เป็นคนที่ยังมีข้อบกพร่องในวงสวิง

อยู่ก็เหอะ แต่ถ้าร่างกายสามารถทำงานได้อย่างราบเรียบ นุ่มนวลดี เราก็ยังสามารถตีลูกออกไปได้แม้จะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม”

“เจ้าความคิดนี่มันร้ายอย่างนั้นเชียวหรือคะ”

“ไม่เชิงนัก แต่เราต้องจัดการกับเจ้าความคิดให้เป็น เราจะคิดวิเคราะห์ข้อผิดพลาดก่อนหรือหลังได้ แต่จะมามัววิเคราะห์ในระหว่างการสวิงไม่ได้”

“แล้วเห็นเพื่อนที่เล่นกอล์ฟบอกว่าเจอน้ำทีไรตีลูกตกน้ำทุกที ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จะทำยังไงล่ะ”

“ง่ายนิดเดียว ก็ในเมื่อมันตกทุกทีอยู่แล้วเพราะเรากลัว ความกลัวนี่แหละที่ทำให้เราเกร็ง สวิงติดๆขัดๆ เราก็เปลี่ยนความคิดใหม่อย่างที่บอก กลัวก็ตก ไม่กลัวอาจจะไม่ตก

แล้วสวิงไป จะเลือกเอาแบบไหนล่ะ สรุปง่ายๆ สวิงไปเหอะ ไม่ต้องไปคิด หากตีเสียก็ตีใหม่แค่นั้นเอง”

“ฟังดูง่ายดีนะคะ”
“ใช่ ก็เราไปทำให้มันยากเอง”

บทที่ 11 - ลูกจากทราย

ผมให้ปานฯ ลองตีไม้แทบจะทุกอันในถุงยกเว้นเหล็กยาว ต้องยอมรับว่าเธอมีทักษะทางการกีฬาอยู่มาก ร่างกายแม้จะดูเพรียวลม แขนขายาวเก้งก้างแต่แข็งแรงเหมือนนัก

เทนนิสสาวชาวรัสเซียที่สวยทั้งรูป ฝีมือก็ร้ายกาจดุจกัน ผมเองได้อานิสงไปด้วยจากการนำพาเธอไปออกกำลังกายโดยเฉพาะการจ็อคกิ้งซึ่งทำให้ผมแข็งแรงขึ้น จึงสวิงได้

แรงขึ้นเองตามสภาพร่างกาย

เราใช้เวลาช่วงเช้าในการซ้อมตีลูก เที่ยงเราทานอาหารกันที่สนามซ้อม ช่วงบ่ายผมพาปานฯ ไปที่สนามกอล์ฟอีกแห่งหนึ่งที่มีสนามซ้อมชิพ พัทท์และบ่อทราย เธอจำเป็นที่

จะต้องเรียนรู้วิธีการเล่นลูกจากทรายซึ่งเป็นวิธีที่แตกต่างไปจากลูกปกติเล็กน้อย

ผมอธิบายวิธีการเล่นในทรายให้เธอฟังว่า
“การตีลูกจากทรายความจริงไม่ใช่เรื่องยาก หากให้ผมเลือกที่จะตีลูกออกจากหญ้ายาวๆ กับตีลูกออกจากทราย ผมเลือกตีลูกจากบังเกอร์ทรายดีกว่าเพราะมันบังคับได้

ง่ายกว่า อย่างแรกที่ต้องรู้คือต้องเข้าใจก่อนว่าการตีลูกจากทรายข้างกรีนเราไม่ต้องการระยะไกล แต่ต้องการความพอดีหรือใกล้เคียงและแน่นอนให้ลูกออกจากทราย ดัง

นั้นลักษณะการสวิงจึงมีลักษณะการสวิงแบบเฉือนๆ ที่จะตักเอาทั้งทรายและลูกกอล์ฟขึ้นกรีน หรืออีกนัยหยึ่งคือตีทรายให้ดันลูกออกไปเหมือนการตีตัดในการเล่นปิงปอง

ซึ่งเกิดจากการจับกริพ เพราะเราต้องการให้ลูกลอยขึ้น เราจึงต้องเปิดหน้าเหล็กให้หงายกว่าปกติแล้วจึงค่อยจับกริพ นักกอล์ฟบางคนเข้าใจผิด พอบอกให้หงายหน้าเหล็กก็

บิดมือให้เหล็กหงายขึ้น เวลาตีหน้าเหล็กก็กลับมาแบบเดิมเพราะดันไปจับกริพแบบนั้นแต่แรก…..

……การยืนจรด เราต้องยืนเปิด หมายความว่าเราจะต้องยืนให้เท้าซ้ายต่ำกว่าเท้าขวาในแนวทางที่เราต้องการจะตีลูกไป เมื่อเท้าซ้ายต่ำกว่าขวา สะโพกและไหล่จะเปิดไป

ตามเอง เมื่อเราสวิงไปตามแนวไหล่ลักษณะการตีจึงเป็นการตีแบบเฉือนๆ…..”

ผมตั้งท่าและสวิงแบบนั้นให้เธอดูเพื่อให้เธอเห็นภาพ ผมยังมั่นใจว่าการเรียนด้วยภาพและการทำเลียนแบบเป็นสิ่งที่เรียนได้ง่ายกว่า ผมอธิบายต่อว่า

“เราต้องย่อเข่าให้เหมือนเดิม จับกริพต่ำลงมา ลูกต้องวางค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อยเพื่อให้การสวิงมีลักษณะเฉือนและผ่านไป ถ้าวางลูกไปทางขวาหรือกึ่งกลางเกินไป เวลา

ดาวน์สวิงไม้จะลงในมุมชันเกินไป ตักลึกลงในทรายมากเกินจะบอกให้ตีให้ผ่านไปยังตีไม่ได้เลย ลูกก็จะไม่ขึ้น…..

……ถ้าเราต้องการให้ลูกโด่งมากขึ้น เวลาแบ็คสวิงจะต้องหักข้อมือขึ้นพร้อมๆ กันไปด้วยเพื่อให้ไม้ขึ้นในมุมที่ชันขึ้น เวลาดาวน์สวิงไม้ก็จะลงในมุมที่ชัน….”

ปานฯ ทำหน้าแปลกๆ เหมือนไม่เข้าใจ เธอถามว่า

“อ้าว! ก็ไหนบอกว่าถ้าหน้าไม้ลงในมุมชันเกินไป ลูกจะไม่ขึ้นไงคะ”
“มันคนละเรื่อง ถ้าเราวางลูกไว้ทางขวา ท่าจรดของเราก็เป็นแบบหนึ่งซึ่งจะบังคับให้ไม้เดินทางไปตามลักษณะการยืนด้วย แต่ถ้าเราวางลูกไปทางซ้าย ลักษณะการยืนก็เป็น

อีกแบบหนึ่งซึ่งเป็นท่าทางที่ช่วยให้สวิงผ่านไปได้ มันเหมือนท่าที่เตรียมช้อนขึ้นกับท่าตีเตรียมอัดลงน่ะ มันต่างกัน เข้าใจหรือยังล่ะ?”

ผมแสดงภาพท่าทางให้เธอดูประกอบ เธอจึงถึงบางอ้อได้

“อ๋อ มันเป็นเช่นนี้เอง”

เมื่อเห็นว่าเธอพอจะเข้าใจ ผมจึงอธิบายต่อว่า

“ตอนลงไม้นี่สำคัญ ถ้าไม่เข้าใจตีให้ตายก็ตีไม่ได้หรือได้บ้างไม่ได้บ้าง ถ้าเราเริ่มลงไม้ด้วยการดึงมือลงมาตี ข้อมือซ้ายจะคลายออกทันที หน้าเหล็กจะเดินทางลงมาและ

ถึงทรายก่อน ก่อนที่เราจะสวิงต่อไปได้ มันจะขุดหลังลูกทั้งลึกและหลังมากเกินไป มันก็เหมือนการสวิงตามปกตินั่นแหละ ถ้าเราดึงมือลงมาตีก่อนผลก็จะเป็นแบบนี้คือตี

หลังลูกเยอะไป ดังนั้นการดาวน์สวิงเราต้องใช้ไหล่ควบคุม ส่วนมือนั้นอยู่เฉยๆ ให้ไหล่เดินทางไปตามแนวก่อน มันจะพาแขนและมือตามลงมาเอง ไหนลองดูสิ คนเก่ง”

ปานฯ ค้อนผมวงใหญ่ ทำให้ผมอยากกระโดดเข้าไปหอมแก้มสักครั้ง แต่กลัวโดนไม้กอล์ฟแพ่นกระบาลเลยได้แต่ห้ามใจไว้ เธอตั้งท่าได้ถูกต้อง แต่ก่อนจะตี ผมเตือนว่า

“สวิงให้นุ่มนวลเข้าไว้ อย่ารีบ มันขึ้นเองแหละ”

ปานฯ ซ้อมตีได้ค่อนข้างดี ไม่มีปัญหาเอาลูกขึ้นจากทราย แต่ยังกำหนดระยะทางอะไรไม่ได้ เธอถามขึ้นอีกว่า

“ถ้าหากธงปักอยู่ไกลมากๆ สวิงเต็มวงก็ยังไม่ถึงจะทำยังไงคะ?”
“ถ้าขอบบังเกอร์ไม่สูงนัก เราจะใช้เหล็กอื่นก็ได้เช่นเหล็ก 9 หรือ 8 หรือ 7 แต่สวิงให้น้อยลงเพราะลูกจะวิ่งมากขึ้น ไม่ต้องห่วงว่าลูกจะไม่ขึ้น ถ้าสวิงได้ถูกต้องมันขึ้นเอง

แหละ”

ปานฯ อ้าปากจะถามต่อ แต่ถูกผมเบรกเอาไว้ก่อนว่า

“พอแล้ว ไม่ต้องถามอีก เอาแค่นี้ก่อน ทำแค่นี้ให้มันได้เสียก่อน เมื่อผมมั่นใจว่าปานฯ พอจะเรียนรู้ต่อได้ ผมจะสอนเองแหละ ทำไมผมจะไม่อยากให้ปานฯ เป็นเร็วๆ เก่งเร็วๆ

ผมจะได้พาไปออกรอบด้วยกันไงล่ะ”

ดวงตาเธอเป็นประกายขึ้นมาทันทีที่ได้ยิน เธอร้องถามเสียงหลงว่า

“จริงหรือคะ สัญญานะคะว่าจะพาปานฯ ไปออกรอบ”
“สัญญาก็ได้”
“แค่เราสองคนนะคะ”
“ผมไม่คิดจะชวนคนอื่นไปด้วยหรอก”
“กลัวจะเป็นก้างขวางคอหรือคะ?” ทั้งสายตาและท่าทางที่ล้อเลียน แต่สื่อความหมายลึกลับ
“เปล่าหรอก ผมไม่อยากให้คุณเป็นจำอวดในสนามกอล์ฟให้คนอื่นหัวเราะน่ะ”

แม้เธอจะไม่ได้ออกเสียง แต่ผมอ่านริมฝีปากของเธอออก เธอบอกว่า
“คนบ้า”

ตอนค่ำ ผมพาปานฯ ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวศรีนคริทร์ เป็นร้านอาหารที่มีทั้งส่วนที่อยู่ในร้าน และส่วนที่ตั้งอยู่กลางแจ้ง ขณะที่เราเดินจากที่จอดรถไปยังร้านอาหาร

สายตาหลายสิบคู่ต่างหันมามองเธอเป็นศูนย์กลาง จนถึงตอนนี้ผมรู้สึกชินชาไปเสียแล้ว ผมนึกในใจว่า อยากมองก็มองไป แม้จะเห็นก็เอาไปไม่ได้ แม้จะเอาไปไม่ได้แต่จำ

ได้ก็จริงอยู่ แต่จำได้ไม่นานเดี๋ยวก็ลืม

ระหว่างที่รออาหาร ปานฯ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไป
“เมื่อคืนคุณพ่อโทรมา ท่านพูดอะไรไม่รู้แปลกๆ”
“ที่ว่าแปลกน่ะแปลกยังไง” ผมถาม
“ไม่ทราบสิคะ คุณพ่อพูดจาวกวนไปมายังไงไม่รู้ เหมือนจะพูดก็ไม่พูด อ้ำๆ อึ้งๆ ปานฯ เลยฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าจะบอกอะไร จะถามอะไรก็ไม่รู้”
“สรุปแล้ว ปานฯ จับความไม่ได้”
“มีอยู่ตอนเดียวที่ฟังรู้เรื่องคือ ท่านบอกว่าจะลงมากรุงเทพฯ เร็วนี้ แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อไร”
“ผมว่า เมื่อไม่รู้ คิดไปก็ไม่รู้อยู่ดีนั่นแหละ เปลืองสมองคิดเปล่าๆ ถึงเวลาตอนนั้นปานฯ ก็คงรู้เอง ค่อยคิดตอนนั้นดีกว่า ถ้ามีเรื่องให้คิด” ผมให้ความเห็น
“จริงสิคะ บางทีคุณก็พูดรู้เรื่องดีนี่ ไม่ใช่กวนประสาทเป็นอย่างเดียว”
“พูดรู้เรื่องนี่หมายความว่าผมไม่ได้บ้าใช่ไหม?”
“ยังไม่เท่าไรก็เอาเชียว”
“อ้าว ที่ผมพูดเนี่ยเพราะตอนที่อยู่ที่สนามซ้อมปานฯ ทำปากขมุบขมิบด่าผมว่าคนบ้าไม่ใช่เหรอ”
“ก็คุณพูดทำไมล่ะว่าไม่อยากให้คนอื่นไปเพราะไม่อยากให้เห็นปานฯ เป็นจำอวดให้ใครหัวเราะ ทำไมไม่บอกล่ะว่าไม่อยากให้คนอื่นเป็นก้างขวางคอ”

ผมชักไม่แน่ใจขึ้นมาแล้วสิว่าถ้าขืนผมพูดกวนประสาทไปเรื่อยๆ องค์ใดจะเข้าทรงร่างหรือเปล่า ทางที่ดี ผมควรสงบปากสงบคำเอาไว้จะดีกว่า ยิ่งผู้หญิงนี่ยิ่งเข้าใจยากอยู่ด้วย

เพราะผู้หญิงน่ะไม่ชอบพูดอะไรตรงๆ จะไปดอนเมือง แม่คุณจะอ้อมไปหนองจอกเสียก่อน กว่าจะไปถึงดอนเมืองได้บางทีก็ลืมไปเลยว่าจะไปดอนเมือง นี่แค่ตัวอย่างเดียว

บางทีอยู่กับเราแท้ๆ ดันพูดถึงแฟนเก่า ชมว่าเขาคนนั้นเคยทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้บ้างล่ะ เคยพาไปโน่นไปนี่ ดีแบบนั้น น่ารักอย่างนี้ ทำให้สงสัยว่าถ้าเขาคนนั้นดีขนาดนี้

แล้วจะเลิกกันทำไม มารู้ความจริงทีหลังว่าที่พูดน่ะเพราะอยากให้เราทำแบบนั้นบ้าง

บางทีเวลาผมจะชวนเพื่อนไปด้วย ถามเข้าก็บอกว่าไม่เป็นไร พอชวนไปด้วยจริงๆ ดันทำหน้าเหมือนอมบอระเพ็ดเข้าไปทั้งแท่ง มารู้ทีหลังว่าอยากไปกันเพียงลำพังสองคน

เท่านั้นและยังบังคับให้ผมต้องเข้าใจอีกด้วย

นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมประสบมา ใครอื่นอาจประสบมาบ้างไม่มากก็น้อยจึงควรใช้เป็นอุทาหรณ์ให้ตัวเองรู้จำเอาไว้บ้าง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยก็น่าจะซ้ำรอยที่ดี ที่ไม่ดีต้องระวัง

ให้จงหนัก

กว่าเราจะลุกจากที่ ร้านอาหารนั้นก็ปิดเสียแล้ว เด็กในร้านกลับไปหมดแต่เมื่อไรไม่ทันสังเกต เมื่อเหลียวไปมองรอบๆ จึงเห็นว่าเหลือโต๊ะเราอยู่เพียงโต๊ะเดียว ผมมัวสาละวน

อยู่กับนิ้วมือเรียวทั้งสองมือ บางตอนเธอจะอิงแอบเอียงหน้าพิงลงกับไหล่ เราทั้งสองคงไม่อยากให้คืนนี้มีที่สุดอีกเลย

บทที่ 12 - เมื่อไปออกรอบ

ก่อนเที่ยงเล็กน้อย ขณะที่ผมกำลังเก็บเอกสารบนโต๊ะเข้าแฟ้ม เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะดังขึ้น ผมพอเดาได้ว่าคงเป็นปานฯ เพราะระยะหลังเราไปทานอาหารเที่ยงกันบ่อยขึ้น

บางครั้งไปกันเป็นฝูง บางครั้งไปกันเพียงลำพังสองคนจนเป็นที่สังเกตของเพื่อนๆ ในที่ทำงาน บางคนปากเสียพูดจาถากถางหาว่าผมหมายเด็ดดอกฟ้าทั้งที่เป็นแค่หมาวัด

บางคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านจะถามอะไรซ่อกแซ่กไปหมดจนผมต้องด่าว่าเป็นเสือต้องอย่าใส่เกือก ที่เฉยๆ ก็มีบ้างแต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่ชอบสอดรู้สอดเห็น

ผมหยิบหูฟัง พอได้ยินเสียงก็รู้ว่าใช่
“เมื่อไหร่ดีล่ะ…..หา ตอนนี้เลยเหรอ…..หัวหน้าผมออกไปแล้วนี่จะลากับใครดีล่ะ…..ฝากบอกเพื่อนน่ะเหรอ ไม่ดีอ่ะ เดี๋ยวผมค่อยโทรมาลาเองดีกว่า…..แล้วจะเจอกันที่ไหน

เพื่อเอาถุงกอล์ฟมาใส่รถล่ะ….เออ ก็ดี…..เดี๋ยวเจอกันที่จอดรถของโรงแรมนะ”

ปานฯ ไม่ได้ชวนผมไปทานข้าว แต่ชวนผมไปออกรอบ ใจผมน่ะมีความคันเป็นทุนอยู่แล้วเพราะผมไม่ได้เล่นกอล์ฟเลยนานเกือบสองเดือน ไม่ว่าเพื่อนกลุ่มไหนจะโทรมา

ชวนผมต้องปฏิเสธไปทุกรายจนแทบจะเลิกชวนผมอยู่แล้ว แต่ยังดีที่ผมได้ซ้อมอยู่อย่างสม่ำเสมอก็กับลูกศิษย์คนโปรดคนเดียวของผมนี่แหละคนที่ผมกำลังจะไปเล่น

กอล์ฟด้วยซึ่งเป็นเหตุอีกอย่างที่ทำให้ผมไม่ปฏิเสธ

เป็นวันทำงาน ผมเชื่อว่าคนเล่นกอล์ฟคงมีไม่มากนักเหมาะสำหรับนักกอล์ฟหัดใหม่ที่จะได้ใช้เวลาตามสบาย ผมไม่ต้องคิดซ้ำสอง รับปากปานฯ ในทันที

“เราจะไปเล่นที่ไหนดีคะ” ปานฯ ถามขึ้นขณะที่ผมเลี้ยวรถออกจากที่จอดรถของโรงแรมหรูหราแห่งหนึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานนัก

คำถามที่เธอถามผมมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ต้องไม่ใช่สนามในเมืองหรือใกล้เคียงที่คนอาจจะเยอะ เราอาจเล่นไม่สะดวกนักโดยเฉพาะสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มเล่นเป็นครั้งแรก

ที่สำคัญคือสนามต้องสวย ผมชอบสนามสวยๆ เล่นแล้วสบายใจดีทั้งได้ชื่นชมกับธรรมชาติอันงดงาม สนามที่ออกแบบได้ดีมีความยากง่ายสำหรับนักกอล์ฟแต่ละระดับฝีมือ

ไม่[ha]งกัน มีความยากง่ายของแต่ละหลุมและทั้งสนามโดยรวมเหมาะสมดีที่สะท้อนให้เห็นถึงจินตนาการ และความรู้ของผู้สร้างว่ามีระดับจริงๆ

ผมมองดูปานฯ ที่เปลี่ยนองค์ทรงชุดใหม่เป็นชุดเล่นกอล์ฟ ถ้าไปเดินแบบเสื้อผ้าชุดนั้นคงขายดีแน่ กางเกงขายาวสีเนื้อขาสอบรีบทำให้เธอดูเหมือนนกกระยางที่ท่อมๆ หา

เหยื่อตามท้องนา เสื้อยืดแขนยาวสีเหลืองอ๋อยสลับขาวตามขวางขนาดกำลังพอดีตัวไม่รัดจนน่าเกลียดทำให้เธอดูสง่า ใบหน้าที่โปะด้วยครีมกันแดดขาวเหมือนละครโอโน๊ะ

ของญี่ปุ่นทำให้ดูแทบไม่ออกว่าเป็นใครแต่ยังสวยอยู่ ใต้หมวกแก้ปสีขาวสะอาดเธอรวบผมเป็นหางม้าไว้ด้านหลังและแว่นตากันแดดสีดำทำให้ดูเหมือนจ๊อกกี้ขี่ม้าไม่มีผิด

เธอสวมถุงมือสีขาวสะอาดทั้งสองมือ แทบจะไม่มีผิวเนื้อสักตารางนิ้วเดียวที่ถูกแดดลามเลียเอาได้ ผมชอบเวลาที่เธอเยื้องย่างไปแต่ละก้าวช่างงามสง่าอย่างไม่มีที่ติดุจนาง

พญาหงส์ฟ้าที่ลอยลงมาจากสวรรค์นั่นแล

ผมเปลี่ยนแค่เสื้อเป็นเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวธรรมดา ใส่หมวกแก้ปสีฟ้าสลับขาว ใส่ถุงมือข้างซ้ายข้างเดียว ผมรอเธออยู่ที่ห้องโถงหน้าห้องแต่งตัว เธอเดินมาคล้องแขนผม

เดินควงราวกับไปงานกาล่า ดินเนอร์เช่นนั้น ปานฯ พูดขึ้นว่า

“เห็นคุณในชุดเล่นกอล์ฟเป็นครั้งแรก คุณเท่ห์มากเลยนะคะ”
“เท่ห์ตรงไหน ผมก็แต่งแบบนี้แหละ ปานฯ ก็เห็นมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วนี่”
“ไม่รู้สิ ปานฯ ชอบก็แล้วกัน”

ว่าจะไม่ ผมเองอดชมเธอไม่ได้ว่า

“ปานฯ สวยเกินไป น่าจะไปเดินแบบมากกว่าเล่นกอล์ฟนะ แล้วก็หน้าขาวๆ แบบนี้เขาเรียกว่าว่อก แปลว่าลิง” พอสิ้นคำ กำปั้นน้อยๆ ของเธอก็เหวี่ยงตุ้บเข้าที่กลางหลังพอดี

ผมทำมารยาร้องโอดโอยไปตามเรื่อง

เราเล่นกอล์ฟไปชื่นชมธรรมชาติไป ปานฯ เล่นกอล์ฟได้ดีสำหรับครั้งแรกในสนามจริง ส่วนใหญ่ที่เสียเป็นลูกสั้นเสียมากเพราะความไม่มีประสบการณ์และการฝึกฝนที่ยังมี

น้อย ผมปล่อยให้เธอตัดสินใจเลือกเหล็กที่จะใช้เอง เมื่อเล่นผิดพลาดไปผมจะบอกให้เลือกใช้เหล็กใหม่และให้คำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ไปตลอดการเล่น

“ลูกที่จมหญ้าแบบนี้ หลุมอยู่[ha]งออกไปมากพอ เราต้องวางลูกค่อนไปด้านหลังเพื่อให้เหล็กตีกระทบลูกได้ดีกว่า เหล็กที่ใช้เมื่อวางลูกค่อนไปข้างหลังหน้าเหล็กจะชันขึ้น

เอง เหล็กพิชชิ่งจะตั้งเหมือนเหล็ก 7 ซึ่งลูกจะพุ่งและวิ่งไปมากกว่าจึงต้องระวังเรื่องระยะและน้ำหนักในการสวิง”

หรือ “ปานฯ คงพอเดาได้นะว่าถ้ากรีนเอียงจากด้านหนึ่งไปอีกด้านหนึ่งเราจะต้องพัทท์ไปด้านไหนเพื่อให้ลูกเลี้ยวโค้งไปที่หลุม ส่วนจะมากน้อยสักขนาดไหนเป็นเรื่องที่เรา

จะต้องใช้จินตนาการวาดภาพเอาเองโดยการมองจากลูกไปที่หลุมและมองย้อนกลับจากที่หลุมไปยังลูก ระหว่างที่เดินจากลูกไปที่หลุมเพื่อดูไลน์ย้อนกลับมานั้นควรนับ

จำนวนก้าวเอาไว้ในใจเพื่อให้ได้ความรู้สึกของระยะทางซึ่งปกติการซ้อมพัทท์นั้น เราควรหาน้ำหนักการพัทท์โดยเฉลี่ยเอาไว้ด้วยเช่น ถ้าระยะประมาณสิบก้าว เราควรให้น้ำ

หนักการพัทท์ประมาณแค่ไหนเป็นต้น”

ผมเหลือบเห็นแค้ดดี้สาวทั้งสองคนกระซิบกระซาบ หัวร่อต่อกระซิกกันในขณะที่มองมาที่เราทั้งสองคน ความจริงผมก็เขินๆ อยู่เหมือนกันที่ปล่อยให้ปานฯ ยืนพิงผมจนชิด

ขณะที่ผมสอนเธอดูไลน์บ้าง ขณะที่อธิบายการเล่นบางอย่างบ้าง

แต่ช่างปะไร ใครจะอิจฉาผมก็ช่วยไม่ได้ แต่เอ! หรือว่า แค้ดดี้นี่เป็นหญิง อาจจะอิจฉาปานฯ ก็ได้ใครจะรู้

เราแวะที่ซุ้มขายเครื่องดื่มที่ตั้งอยู่ริมสระน้ำใหญ่เมื่อเล่นไปได้สี่หลุม ผมชี้ให้ปานฯ ดูกาน้ำตัวผอมยาว สีดำที่เกาะอยู่ริมตลิ่ง หน้าตามันเซ่อๆ ขนเป็นมันเหมือนเล่นน้ำมา

หมาดๆ สายลมโชยมาไม่ขาดระยะพาให้ผิวน้ำพลิ้วตัวไปเป็นระลอกคลื่นเล็กๆ ระยิบระยับตาเมื่อสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามบ่าย เหล่าส[กระผม]ณาร่วมขับขานเพลงรักออก

เซ็งแซ่ บ้างโผบินเป็นคู่ไปจับอยู่ที่กิ่งไม้ บ้างกระโดดจากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่งหนึ่ง จากต้นหนึ่งไปอีกต้นหนึ่ง มันเป็นธรรมชาติอันน่าจรุงใจ

เรายืนเคียงพิงระเบียงของซุ้มน้ำ มือผมโอบที่ไหล่กระชับร่างนั้นเข้ามา เธอคล้องแขนโอบผมที่เอว สายตาเหม่อมองไปเบื้องหน้าอย่างไร้จุดหมายราวตกอยู่ในภวังค์ ปานฯ

เมียงหน้ามามอง ผมดันหมวกแก้ปของเธอให้เผยอขึ้น ก้มลงประทับริมฝีปากบนหน้าผาก เธอหลบสายตาซบหน้าลงกับอก

ออกรอบครั้งแรกของเรา เราต่างเรียนรู้กันมากมาย และความทรงจำที่ยากจะลืมเลือนไปจากใจของเรา

โปรดติดตามตอนต่อไป >>>




Leave a comment


About me

สวัสดีครับ ทุกๆคน ผมมีนามว่า เดียร์ ยินดีต้อนรับทุกคนที่มาอ่าน Blog ผมนะครับ เกี่ยวกับผมเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่นี่เลย My Profile ! หวังว่าทุกคนจะมีความสุข ในทุกๆวันนะครับ
ไชโย ไชโย ไชโย ฮิ้วๆ

เดียร์

Recent comments

Free Web Hosting